คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 8119/2540
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์ชำระหนี้ค่าภาษีแทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โจทก์ร่วมในนามของโจทก์ร่วมตามความผูกพันในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมนั้น ทำให้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการชำระค่าภาษีดังกล่าวแทนโจทก์ร่วมหากปรากฏว่าจำเลยเรียกเก็บภาษีเกินไป จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดเงินส่วนที่เกินนั้นไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยและมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลย คืนเงินส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ได้ โจทก์หาจำต้องมีนิติสัมพันธ์ กับจำเลยจึงจะมีอำนาจฟ้องจำเลยไม่ โจทก์ร่วมมิได้ยื่นฟ้องเองหรือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31แต่โจทก์ได้ยื่นฟ้องเองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว และต่อมาเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของโรงเรือนพิพาทและโจทก์มีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าซึ่งศาลเห็นว่ากรณีมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงอนุญาตตามคำร้องและได้ออกหมายเรียกโจทก์ร่วมให้เข้าเป็น โจทก์ร่วมในคดีนี้ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้จึงเป็นการเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำสั่งของศาล เนื่องจากศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ในส่วนที่โจทก์ร่วมให้โจทก์เช่านั้น โจทก์ร่วมได้ค่าตอบแทนการให้เช่าที่ดิน 390,000,000 บาท ได้อาคารศูนย์การค้าและโรงแรมพร้อมทั้งอุปกรณ์และได้ค่าเช่าที่ดินและอาคารอีกปีละ 24,000,000 บาท ดังนี้ ค่าตอบแทนการให้เช่าที่ดินจำนวนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ได้มีการชำระให้โจทก์ล่วงหน้า จึงต้องนำมาเฉลี่ยตามจำนวนปีที่เช่าแล้วรวมคำนวณเพื่อกำหนดค่ารายปีในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ร่วมด้วย เงินค่าตอบแทนค่าเช่าที่ดินดังกล่าว ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับค่าเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าแต่อย่างใด ที่คณะกรรมการของจำเลยนำค่าตอบแทนการเช่าที่ดินมารวมคำนวณเพื่อกำหนดค่ารายปีจึงถูกต้องและชอบแล้ว สำหรับส่วนที่โจทก์นำไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงนั้นสัญญาเช่าช่วงมีทั้งมีการเก็บค่าเช่าอย่างเดียวและมีการเก็บค่าเช่ากับค่าช่วยค่าก่อสร้างด้วยรายไหนเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างก็คิดค่าเช่าถูกลง รายไหนไม่ได้มีการเรียกเก็บเงินช่วยก่อสร้างล่วงหน้าก็คิดค่าเช่าต่อเดือนแพงกว่ากันมากโดยรายที่มีการคิดค่าเช่าอย่างเดียว คิดค่าเช่าตารางเมตรละ798 บาท ส่วนสัญญาเช่าที่มีการเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างคิดค่าเช่าตารางเมตรละ 20 บาท จึงฟังได้ว่าเงินช่วยค่าก่อสร้างที่โจทก์เรียกเก็บจากผู้เช่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่โจทก์เรียกเก็บล่วงหน้า จึงต้องนำมาเฉลี่ยตามจำนวนปีที่เช่าเพื่อคิดคำนวณเป็นค่ารายปีที่แท้จริงด้วยและการคิดคำนวณตามวิธีดังกล่าวไม่เป็นการซ้ำซ้อนกันเพราะนำมาคิดรวมเฉลี่ยเป็นค่าเช่าที่โจทก์ให้เช่า ทั้งไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับมูลค่าของโรงเรือนพิพาทเพราะไม่ได้นำมูลค่าของโรงเรือนพิพาทมารวมคำนวณด้วย ลานอเนกประสงค์ของโจทก์ คือพื้นที่ว่างภายในตัวอาคารรวมกับเนื้อที่นอกตัวอาคารต่อจากทางเดินภายนอกจนถึง บริเวณถนนส่วนบุคคลและด้านล่างใต้ดินของพื้นที่ ลานอเนกประสงค์ดังกล่าวที่เป็นชั้นที่ 1 และที่ 2 ใช้เป็นลานจอดรถ ดังนี้ลานอเนกประสงค์ดังกล่าวแม้บางส่วนจะเป็นพื้นที่นอกตัวอาคารแต่ก็เป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ร่วมกันหรือเพื่อประโยชน์ของพื้นที่อื่นของตัวอาคาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่ใช้ต่อเนื่องกับพื้นที่ส่วนอื่นของอาคารโรงเรือน และต่อเนื่องกับพื้นที่ที่ใช้เป็นที่จอดรถจึงต้องนำพื้นที่ดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นพื้นที่โรงเรือนด้วย ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2474มาตรา 6 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 57พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 17พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 6พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกำหนดค่ารายปีสำหรับโรงเรือนเลขที่ 4 ถนนราชดำริ แขวงและเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในปี 2533 เป็นค่ารายปี 549,127.04 บาท ค่าภาษี 68,640.88 บาท ปี 2534 เป็นค่ารายปี 12,777,493.84 บาท ค่าภาษี 1,597,186.73 บาท และปี 2535 เป็นค่ารายปี 18,418,630.80 บาท ค่าภาษี 2,302,328.85 บาท และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 24,864,868.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมศาลอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยกำหนดค่ารายปีสำหรับอาคารโรงเรือนเลขที่ 4 ถนนราชดำริ แขวงและเขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร ในปี 2533 ถึง 2535 ใหม่ตามที่โจทก์ขอท้ายฟ้องและขอให้จำเลยคืนเงินส่วนที่โจทก์กับโจทก์ร่มชำระเกินทั้งหมดตามที่โจทก์ขอท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ร่วมมิได้ยื่นฟ้องหรือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด แต่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2536 หาทำให้โจทก์ร่วมกลายเป็นผู้ฟ้องคดีนี้มาตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง การประเมินภาษีโรงเรือนและคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน และคำชี้ขาดของจำเลยเกี่ยวกับโรงเรือนเลขที่ 4ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2533 ถึง 2535 โดยไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะประเมินใหม่ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2526 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวันเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ จากโจทก์ร่วมเพื่อปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมซึ่งมีมูลค่า 9,485,000,000 ล้านบาท มีพื้นที่ปลูกสร้างประมาณ 712,000 ตารางเมตร โจทก์จะต้องให้ค่าตอบแทนการเช่าที่ดินแก่โจทก์ร่วมเป็นจำนวนเงิน 390,000,000 บาท สำหรับศูนย์การค้าและโรงแรมนั้นเมื่อสร้างเสร็จแล้วโจทก์จะต้องยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมจะจดทะเบียนการเช่าอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมให้แก่โจทก์มีกำหนดเวลา 30 ปีโดยโจทก์จะต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ร่วมเดือนละ 2,000,000 บาทสำหรับ 10 ปีแรก และโจทก์ร่วมยอมให้โจทก์นำอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ นอกจากนี้โจทก์จะต้องรับภาระในค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เกิดจากการเช่าแทนโจทก์ร่วมพนักงานเจ้าหน้าที่เขตปทุมวันได้ประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับอาคารเลขที่ 4 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าในส่วนหนึ่งของที่ดินที่เช่าจากโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าดังกล่าว สำหรับปี 2533ถึง 2535 เป็นเงินค่าภาษี 2,695,507.06 บาท 10,645,238.45 บาทและ 12,258,364.13 บาท ตามลำดับ ต่อมากองรายได้ของจำเลยเห็นว่า ไม่ถูกต้องจึงประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนดังกล่าวใหม่ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการพิจารณาวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามที่ได้วางไว้คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2533 ถึง 2535 เป็นเงิน12,736,250.75 บาท 19,370,034.25 บาท และ 20,881,913.75 บาทตามลำดับ โดยแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินอีกครั้งโดยพอใจที่จะให้ค่าภาษีสำหรับโรงเรือนพิพาทดังกล่าวประจำปี 2533 ถึง 2535 เท่ากับ 108,850.40 บาท 1,478,668.71 บาท และ 3,428,571.43 บาทตามลำดับ คณะกรรมการของจำเลยพิจารณาแล้วได้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์และโจทก์ร่วมตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ สำหรับในส่วนที่การเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมในพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้สอยร่วมกัน คณะกรรมการของจำเลยได้ประเมินค่ารายปีเท่ากับค่าเช่า (ตามสัญญาเช่าปีละ 24,000,000 บาท) บวกเงินค่าตอบแทนการเช่าที่ดิน (390,000,000 บาท หาร 30) บวกมูลค่าอาคาร(เฉพาะที่ใช้ประโยชน์หาร 30) เพื่อนำมาคำนวณเป็นค่ารายปีสำหรับพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองเป็นสำนักงานคณะกรรมการของจำเลยได้เทียบเคียงประเมินตารางเมตรละ 60 บาทต่อเดือน(สำหรับเนื้อที่จำนวน 5 ไร่) และไม่ได้นำค่าเช่าเดือนละ 2,000,000บาท มาคิดรวมด้วย สำหรับที่ดินต่อเนื่องกับที่ดินที่ใช้ประโยชน์จำนวน 9 ไร่ คณะกรรมการของจำเลยได้ประเมินในราคาตารางเมตรละ19.25 บาท ต่อเดือน โดยไม่ได้นำค่าเช่าเดือนละ 2,000,000 บาทมาคิดรวมด้วย สำหรับในส่วนที่โจทก์นำไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงคณะกรรมการของจำเลยได้คำนวณค่ารายปีตามอัตราค่าเช่าช่วงบวกเงินช่วยก่อสร้างหารระยะเวลาเช่าช่วง สำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง