คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 812/2550
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง ที่จำเลยฎีกาว่าการตรวจพิสูจน์ผิดพลาด จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา อันเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 400 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่นายมนตรี มหาโยธี ในราคา 30,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และวันที่ 14 มกราคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 584 เม็ด น้ำหนัก 51.895 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 41.049 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 สเปเชี่ยล ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 สเปเชี่ยล 70 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัม จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์คำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์เมทแอมเฟตามีนของกลางผิดพลาด เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครอง 584 เม็ด น้ำหนัก 51.895 กรัม ไม่น่าจะมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ถึง 41.049 กรัม เพราะเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่ใช่สารเมทแอมเฟตามีนกว่าร้อยละ 90 จึงน่าจะมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 5.19 กรัม เท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า 1 (ข) ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 584 เม็ด น้ำหนัก 51.895 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 41.049 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องในข้อหาดังกล่าวและในชั้นสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยอมรับว่าร้อยตำรวจเอกหญิงอัจฉรี วิลากุล เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนและทำรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.13 โดยถูกต้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 ตุลาคม 2547 ซึ่งในรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว มีรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางตรงตามฟ้อง ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว ดังนั้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการตรวจพิสูจน์ผิดพลาด จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา อันเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง