ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 8131/2561

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับ A โดยมีข้อสัญญาระบุว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจัดหาหลักทรัพย์ประกันการปฏิบัติงานโดยหนังสือค้ำประกันต้องเป็นแบบไม่มีเงื่อนไขและแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยมีรูปแบบและเนื้อหาตามที่กำหนดและต้องจัดทำโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก A หนังสือค้ำประกันที่ A กำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดหามาให้นั้นต้องมีข้อความสำคัญระบุว่า เมื่อธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันได้รับหนังสือเรียกร้องจาก A ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทันที อันเป็นการที่ต้องชำระเงินเพียงเพราะได้รับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่จำต้องตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจริงหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งหรือไม่ ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันก็ไม่อาจปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าวได้เนื่องจากมีข้อความตอนต้นว่า ธนาคารตกลงรับรองและรับประกันต่อ A อย่างไม่มีเงื่อนไขและปราศจากสิทธิในการแก้ต่างหรือฟ้องแย้งใด ไม่ว่าในนามของธนาคารหรือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อความแสดงถึงการสละสิทธิในการต่อสู้คัดค้านหรือโต้แย้ง และการที่ A กำหนดรายละเอียดของหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหามาให้ A โดยธนาคาร ส. สาขาโดฮา สามารถออกหนังสือค้ำประกันที่มีรายละเอียดดังกล่าวได้และจำเลยที่ 1 ทำคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันโดยมีข้อความที่รับกับข้อความตามหนังสือค้ำประกันที่ A ต้องการดังกล่าว รวมทั้งการที่หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานที่โจทก์ออกไปตามข้อความที่ A ต้องการ แสดงว่าการที่ผู้ว่าจ้างต้องการหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความเช่นนี้และการที่ธนาคาร ส. สาขาโดฮา สามารถออกหนังสือค้ำประกันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็นปกติของสถาบันการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เจ้าของงานหรือผู้ว่าจ้างได้รับหลักประกันของสถาบันการเงินที่มั่นคง และเรียกร้องให้ชำระเงินได้รวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญาได้โดยเร็ว โดยไม่จำต้องเรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาแก่ผู้รับจ้างและธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกัน ส่วนปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างก็สามารถว่ากล่าวกันต่างหากได้ ข้อตกลงนี้แม้จะมีลักษณะที่ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันถูกเรียกร้องให้ชำระเงินได้ง่ายซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องค้ำประกัน แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามทำข้อตกลงเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารในลักษณะดังกล่าวและไม่เป็นการพ้นวิสัย เมื่อโจทก์จะต้องออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์ต้องชำระตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินจากธนาคาร ส. ในประเทศไทยโดยไม่มีสิทธิคัดค้านไม่ว่าด้วยประการใด โจทก์จึงกำหนดข้อสัญญาในคำขอของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันที่ระบุถึงการยอมให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน และจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงการจ่ายเงินของโจทก์ ทั้งจะต้องชดใช้เงินที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยเงื่อนไขในการที่โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันนั้นพิจารณาเฉพาะการได้รับหนังสือเรียกร้องเท่านั้น ไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะปฏิบัติผิดสัญญาต่อผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 2 ด้วย โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองที่ดินรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเต็มตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย และให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงชอบแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 114,699,533.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 106,590,032.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน 100,916,489.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป และร่วมกันชำระหนี้ตามบัญชีกระแสรายวัน 5,336,616.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยและให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลยทั้งห้า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ในเรื่องค่าธรรมเนียมตามหนังสือค้ำประกันภายในกำหนดอายุความ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รวม 40,000 บาท กำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 5,000 บาท โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 และเป็นสถานบันการเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเหมาช่วงงานระบบอิเล็กทรอนิกส์โรงซ่อมบำรุงเครื่องบิน เอ และ บี ท่าอากาศยานนานาชาติโดฮาแห่งใหม่ รัฐกาตาร์ จากกิจการร่วมค้า แอคเตอร์ เอส.เอ./อัล ดาร์วิช เอ็นจิเนียริ่ง ดับเบิลยู.แอล.แอล./คอสตรูชั่นนี ซิโมไล อาร์มานโด เอสพีเอ/กิจการร่วมค้า ไซบาร์โก มหาชน (Aktor S.A./AL Darwish Engineering W.L.L./Costruzioni Cimolai Armando Spa/Cybarco Plc Joint Venture) หรือ เอดีซีซี เจวี (ADCC JV) และเอดีซีซี เจวี ต้องการหนังสือค้ำประกันของธนาคารสากลที่มีสำนักงานสาขาในรัฐกาตาร์ ในที่สุดจำเลยที่ 1 จะให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา ในรัฐกาตาร์เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันโดยติดต่อผ่านทางโจทก์และธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันในนามของโจทก์ไปยังธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการค้ำประกันในการที่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ติดต่อดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานและหนังสือค้ำประกันการรับเงินค่างานล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาช่วงดังกล่าวรวม 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 11,999,720 ริยัลกาตาร์ และโจทก์ได้ออกหนังสือค้ำประกัน 2 ฉบับ ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันในการที่ธนาคารแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานและหนังสือค้ำประกันการรับเงินล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ วันที่ 9 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 44,190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) แจ้งทาง SWIFT ถึงโจทก์ว่าธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่ธนาคารดังกล่าวออกให้แก่เอดีซีซี เจวี เนื่องจากเอดีซีซี เจวี ใช้สิทธิเรียกร้องตามหนังสือค้ำประกัน และต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2554 โจทก์ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ให้แก่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8131/2561 · ทนอย Thanoy