ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 8155/2561

หลักกฎหมาย

ตามคำขออนุญาตและใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน ไม่ปรากฏว่าในการจัดสรรที่ดินเปล่าซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทของโจทก์ มีวัตถุประสงค์ให้ก่อสร้างอาคารไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นบ้านพักอาศัย ส่วนการก่อสร้างและต่อเติมสิ่งก่อสร้างตามระเบียบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุให้เป็นไปตามข้อบังคับในสัญญาดำเนินการนั้น ในสัญญาดำเนินการก็เป็นเพียงแบบข้อตกลงในการก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ไม่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 มีข้อบังคับและระเบียบห้ามมิให้ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจ การที่จำเลยที่ 1 ระงับยับยั้งขัดขวางการก่อสร้างอาคารดังกล่าวในที่ดินพิพาท ระงับการใช้ถนนของหมู่บ้านในการขนคนงานและอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการโต้แย้งการใช้กรรมสิทธิ์ของโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการหน่วงเหนี่ยว ขัดขวาง ปิดกั้น โดยยอมให้โจทก์เข้าก่อสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำคนงานและอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าไปยังที่ดินของโจทก์ผ่านทางเข้าออกประตูหมู่บ้านได้อย่างปกติ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 1,519,464.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,438,337 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ปิดกั้น โดยยอมให้โจทก์เข้าก่อสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำคนงานและอุปกรณ์การก่อสร้างเข้าไปยังที่ดินของโจทก์ผ่านทางเข้าออกประตูหมู่บ้านได้อย่างปกติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,519,464.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,438,337 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยทั้งห้ามิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า บริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อปี 2547 ชื่อโครงการจัดสรร ดิ เอสทานา โดยแบ่งเป็นที่ดินเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง 18 แปลง และที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยว 53 แปลง ต่อมาปี 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการจัดสรร ดิ เอสทานา จากบริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาให้คงไว้ซึ่งประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกในหมู่บ้านจัดสรรและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ตามมติที่ประชุมใหญ่ ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ในปี 2554 จำเลยที่ 1 ออกระเบียบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ดิ เอสทานา พ.ศ.2554 โดยได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2554 แต่รายงานการประชุมนั้นสูญหาย และมีการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 2/2554 รับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 1/2554 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายพรหมพัฒน์ เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทต่อจากนายวิบูลย์ กรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าออกของโครงการจัดสรร ดิ เอสทานา ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลสัตว์อนูบิส โจทก์มีความประสงค์จะสร้างอาคาร 3 ชั้น ในที่ดินพิพาทเป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจ และเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ในราคา 14,383,368 บาท โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2556 แสดงความประสงค์จะเข้าก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาท แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร จำเลยที่ 1 เห็นว่าขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดสรรที่ดินและระเบียบของจำเลยที่ 1 จึงห้ามมิให้โจทก์ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น ในที่ดินพิพาท ครั้นต้นเดือนมกราคม 2557 นายพรหมพัฒน์จะนำคนงานพร้อมวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างรั้ว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ขัดขวาง จากนั้นคณะกรรมการนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นำเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของโจทก์เข้าประชุม และมีมติให้สำรวจความเห็นของสมาชิกก่อน จนกระทั่งวันที่ 28 มกราคม 2557 คณะกรรมการนิติบุคคลออกหนังสือแบบสำรวจความเห็นถึงบรรดาสมาชิกเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของโจทก์ และเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 คณะกรรมการนิติบุคคลประชุม ครั้งที่ 2/2557 มีมติที่ประชุมตามผลการสำรวจเสียงสมาชิกส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารและให้ปิดประกาศผลการพิจารณาให้สมาชิกทราบทั่วกัน แต่ในเดือนเดียวกันองค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองออกใบอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคาร เมื่อถึงเดือนเมษายน 2557 บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะเข้าดำเนินการก่อสร้างรั้วในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบ โดยให้โจทก์หรือผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก่อน และวันที่ 13 มิถุนาย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8155/2561 · ทนอย Thanoy