คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 8165/2568
หลักกฎหมาย
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 ปรับคนละ 200 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในความผิดดังกล่าว และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ตามมาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้แก้ไขเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ ป.อ. มาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญามาตราใด ๆ ที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี เมื่อเปลี่ยนระวางโทษเป็นจำคุกห้าสิบปีแล้ว ย่อมนำบทบัญญัติเรื่องต้องระวางโทษหนักกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาคิดคำนวณจากระวางโทษจำคุกห้าสิบปีดังกล่าว และสามารถระวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ก่อนลดมาตราส่วนโทษได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามหนักขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามให้หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องและให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 18ป.อ. 289ป.อ. 290ป.อ. 340 ตรีป.อ. 371ป.วิ.อ. 192ป.วิ.อ. 193 ทวิป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 213ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 6
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 290, 295, 340, 340 ตรี, 371 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย 1 ใบ ราคา 990 บาท กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ เงิน 1,200 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป 1 เครื่อง ราคา 5,990 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 ติดต่อกับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.81/2565 หมายเลขแดงที่ ยชอ. 91/2565 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ. 139/2565 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าทำร้ายผู้ตายแต่ไม่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ ระหว่างพิจารณา นางสนิทและนายสมบูรณ์ บิดา มารดาของนายวิศรุต ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย กับข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด ส่วนข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กับข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง นายธนพนธ์ ผู้เสียหาย โดยนางสาวกาญจนา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 33,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า มิได้กระทำผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7), 295, 340 วรรคสอง วรรคท้าย, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นและเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด กับฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามมีอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก จำเลยที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ) ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกคนละ 24 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 300 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 16 ปี และปรับคนละ 200 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสามไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา มีกำหนดคนละ 5 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยทั้งสามอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ก่อนได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดเวลา ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสามไปจำคุกในเรือนจำจนครบกำหนดระยะเวลาที่เหลืออยู่ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย 1 ใบ ราคา 990 บาท กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ เงินในกระเป๋า จำนวน 1,200 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป 1 เครื่อง ราคา 5,990 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง 2,860,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 33,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและแก่ผู้ร้อง ตามลำดับ ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองกับผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง