คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 8174/2538
หลักกฎหมาย
คดีแดงที่ 8174-8176/2538 คดีสำนวนที่สองสำหรับโจทก์ที่ 4 นั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 4 โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 หาได้มีส่วนประมาทด้วยไม่ จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 4 ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เพียง 2,500 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ 4มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเต็มจำนวน 5,000 บาท เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 4 ด้วย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 นั่นเอง อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับคดีสำนวนที่สองไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกนั้น โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 172,881.25 บาทแก่โจทก์ที่ 1 คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ที่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 2ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 มีเพียงใด และโจทก์ที่ 3 ควรมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ โจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในข้อที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดมิได้เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1แต่เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและมิใช่เป็นประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์นั้น โจทก์ที่ 1 ได้กล่าวในอุทธรณ์ว่า เหตุที่รถยนต์เกิดชนกันจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อเพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จึงเป็นข้อที่โจทก์ที่ 1 กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ ๑ นายวิฉุ้น แซ่เตีย ว่า โจทก์ที่ ๒ มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ว่า โจทก์ที่ ๓ นางสุรีย์ จันทร ว่า โจทก์ที่ ๔นายวิว ดวงหมุน ว่า โจทก์ที่ ๕ และเรียกนายสมเกียรติหรือกึ้ง เพชรประสิทธิ์ ว่าจำเลยที่ ๑ นายโกศรี เหล่าธารทรัพย์ ว่า จำเลยที่ ๒ นางสาวจำเนียร ซุนฟุ้งหรือซุนฟ้ง ว่า จำเลยที่ ๓ และพระสังฆราชเปโต คาเรตโต ว่า จำเลยที่ ๔ สำนวนแรกโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๑๖๙๕สมุทรสงคราม ไว้จากโจทก์ที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ต โรงเรียนดังกล่าวเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - ๐๑๓๐ ภูเก็ต ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ขับขี่ในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๐เวลา ๙ นาฬิกา จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - ๐๑๓๐ ภูเก็ต ผ่านสี่แยกถนนสายเอเซียตัดกับถนนสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า ซึ่งอยู่ที่ตำบลโรงช้างอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมุ่งหน้าจะไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง ไม่หยุดรอให้รถที่แล่นบนถนนสายเอเซียผ่านพ้นไปก่อนตามเครื่องหมายจราจร เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่โจทก์ที่ ๑รับประกันภัยไว้ ซึ่งขับโดยจำเลยที่ ๑ ทำให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันดังกล่าวเสียหลักไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน น - ๙๔๖๗ นครศรีธรรมราช ซึ่งขับโดยโจทก์ที่ ๕ที่ริมถนนและไปชนเสากั้นข้างทางและเสาไฟฟ้าแล้วพลิกคว่ำได้รับความเสียหายหลายรายการ โจทก์ที่ ๑ จ่ายค่าอะไหล่และค่าซ่อมให้แก่โจทก์ที่ ๒ ไปแล้วเป็นเงิน๑๖๒,๘๘๑.๒๕ บาท ค่าลากจูงจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังอู่เจริญพล จังหวัดชลบุรี จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๗๒,๘๘๑.๒๕ บาทโจทก์ที่ ๒ จ้างรถยนต์มาขนถ่ายน้ำมันโซล่าที่เหลืออยู่ในรถยนต์บรรทุกน้ำมันดังกล่าวจากที่เกิดเหตุไปยังจังหวัดตรัง เสียค่าจ้าง ๒,๕๐๐ บาท จ่ายค่าเสียหายเป็นค่าน้ำมันโซล่า จำนวน ๗,๘๙๐ ลิตร ให้แก่เจ้าของน้ำมันเป็นเงิน ๕๒,๖๒๗ บาท ค่าลากรถยนต์จากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน เป็นเงิน ๑,๗๐๐ บาท รวมเป็นเงิน๕๖,๘๒๗ บาท นอกจากนั้นโจทก์ที่ ๒ คิดค่าเสื่อมราคาของรถยนต์บรรทุกน้ำมันเป็นเงิน๑๐๐,๐๐๐ บาท ต้องใช้เวลาซ่อมรถยนต์คันดังกล่าว ๖ เดือน ๒๐ วัน ทำให้ขาดประโยชน์เดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นค่าขาดประโยชน์ ๒๖๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ที่ ๒ ได้รับเป็นเงิน ๔๑๖,๘๒๗ บาท จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ ๒ ด้วยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๐ ถึงวันฟ้อง (๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๑) เป็นเงิน ๓๑,๒๖๒ บาทรวมเป็นเงิน ๔๔๘,๐๘๙ บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๗๒,๘๘๑.๒๕ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และ ๔๘๘,๐๘๙ บาทแก่โจทก์ที่ ๒ และให้ร่วมกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน๑๗๒,๘๘๑.๒๕ บาท และ ๔๑๖,๘๒๗ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๔ และหรือโจทก์ที่ ๓ทั้งไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๒ ขับอย่างแรงจนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๒ ขับกระเด็นไปไกล ๑๐ เมตรเศษ ได้รับความเสียหายมากหลังเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดให้จำคุก ๕ เดือน จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เคลือบคลุมเพราะไม่เข้าใจว่าฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะใด เพราะจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ มิได้เป็นเจ้าของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตมิได้เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - ๐๑๓๐ ภูเก็ต ตามฟ้อง ทั้งมิได้เป็นนายจ้างหรือผู้มีอำนาจสั่งการให้จำเลยที่ ๒ กระทำการใด ๆ ดังที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ อ้าง โรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตเป็นโรงเรียนในเครือของโจทก์ที่ ๓ โจทก์ที่ ๓เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - ๐๑๓๐ ภูเก็ต ฟ้องโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒มิได้ระบุว่าใครเป็นผู้แทนของโจทก์ท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง