คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 8176/2543
หลักกฎหมาย
แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วยแต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมนตรีฯ ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเสียภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้นเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดไปเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีแล้ว มิได้วินิจฉัยนอกประเด็นหรือนอกข้อต่อสู้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักเกณฑ์ในการนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนยังไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนไว้เป็น2 กรณี กรณีแรกรัฐมนตรีได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ได้รับคำอุทธรณ์ตามมาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีและในกรณีที่สองที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจะเริ่มนับแต่วันที่พ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับอุทธรณ์ไม่ได้นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี เพราะจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลทอดยาวนานออกไปตามแต่เวลาที่รัฐมนตรีจะใช้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งไม่สอดคล้องกับถ้อยคำของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งขัดกับเหตุผลและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯที่ประสงค์ให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปโดยรวดเร็ว กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดี มิใช่อายุความอันจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาการใช้สิทธิฟ้องคดีสะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 142พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 25พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 460,933,225 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,811,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงไม่รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2ส่วนจำเลยที่ 1 รับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยที่ 1 ให้การว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับและนำสืบตรงกันว่าที่ดินตามฟ้องรวม 13 แปลงของโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงหมายเลข 36 โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ จึงได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีฯ ได้รับคำอุทธรณ์เกี่ยวกับที่ดิน 10 แปลงของโจทก์ที่อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 4มีนาคม 2537 และได้รับคำอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน 3 แปลง ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 รัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์แต่วินิจฉัยเสร็จและมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อเกินกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว โดยในส่วนที่ดินที่อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการแจ้งให้ทราบตามหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม2538 ส่วนที่ดินที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครแจ้งให้ทราบตามหนังสือลงวันที่ 22กันยายน 2538 โจทก์ยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีฯ จึงได้ฟ้องคดีในวันที่ 20 มิถุนายน 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ ไม่ได้ต่อสู้ว่าโจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ศาลย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและนอกข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วย แต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมนตรีฯได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเสียภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่า คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้นเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดไปเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีแล้ว มิได้นอกประเด็นหรือนอกข้อต่อสู้ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จากบทบัญญัติของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มเติมไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรกให้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เสร็จภายในกำหนดหกสิบวัน และกรณีที่สองให้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี สำหรับคดีของโจทก์เมื่อรัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ได้มีการแจ้งเป็นหนังสือมายังโจทก์ว่าได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว และจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ดังนั้น โจทก์จึงต้องรอคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีเสียก่อน ซึ่งต่อมารัฐมนตรีก็ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิจะฟ้องร้องได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ไม่เกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบชอบด้วยมาตรา 25 และมาตรา 26 แล้ว อีกทั้งเมื่อรัฐมนตรีได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจากจำเลยจึงเป็นการที่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ มีผลให้อายุความหรือสิทธิที่โจทก์จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยสะดุดหยุดลง และเมื่อนับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง