คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 8181/2540
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่า การซื้อที่ดินของโจทก์ได้ กระทำ ขึ้น ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของ กรม ที่ดินจำเลยที่ 2 จึง มั่นใจ และ เชื่อ โดย สุจริตใจ ว่า การ ซื้อ ขายจะ ต้อง สมบูรณ์ และ ถูก ต้อง ตาม กฎหมาย ซึ่ง การ ซื้อ ขายครั้งนี้ จำเลย ที่ 1 เป็น พนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้มี อำนาจ ใน ฐานะเจ้าพนักงาน ที่ดิน จดทะเบียน โอน กรรมสิทธิ์ ส่งมอบ โฉนด ที่ดิน ฉบับ เจ้าของ ที่ดิน ให้ แก่ โจทก์ จำเลย ที่ 1 ได้ จดทะเบียน การ ซื้อ ขายเสร็จแล้ว มอบ โฉนด ที่ดิน ฉบับ เจ้าของ ที่ดิน ให้ แก่ โจทก์ ต่อมา จึง ทราบ ว่า โฉนด ที่ดิน ที่จำเลย ที่ 1 ส่งมอบ โฉนด ที่ดิน ให้ แก่โจทก์ ทั้งแปด เป็น ของปลอม และ เจ้าของ กรรมสิทธิ์ ที่ดิน ไม่ได้ ขายที่ดิน ของตน แต่ประการใด การปลอม บัตร ประจำตัว ประชาชน สำเนา ทะเบียน บ้าน และ โฉนด ที่ดิน ฉบับ เจ้าของ ที่ดิน โดย โจทก์ไม่ทราบ มา ก่อน จำเลย ที่ 1 กับพวก ได้ ร่วมกัน ทุจริต ต่อ หน้าที่ หรือมิฉะนั้น ได้ กระทำ การ ใน หน้าที่ ด้วย ความ ประมาท เลินเล่อ โดย มิได้ตรวจสอบ หลักฐาน และ โฉนด ที่ดิน หาก มี การ ตรวจสอบ หลักฐานของ ทาง ราชการ ที่มี อยู่ โดย เฉพาะ โฉนด ที่ดิน ก็ ทราบ ได้ว่า โฉนด ที่ดิน ฉบับ เจ้าของ ที่ดิน ที่นำ มา จดทะเบียน เป็น เอกสาร ปลอมการ กระทำ ของ จำเลย ที่ 1 ใน ฐานะ เป็น เจ้าพนักงาน ที่ดิน และ เป็นผู้แทน ของ จำเลยที่ 2 เป็น การ กระทำ หน้าที่ โดย มิชอบ หรือ เป็นการ ประมาท เลินเล่อ อย่าง ร้ายแรง ทำให้ โจทก์ เสียหาย เป็น เงินเท่ากับ ค่าที่ดิน ที่ โจทก์ ทั้งแปด เสียไป อัน เป็น ความ เสียหาย จากผล ละเมิด ที่ จำเลย ที่ 1 กระทำ โดย ตรง นั้น เป็น การ โต้แย้ง สิทธิของ โจทก์ แล้ว โจทก์ จึง มี อำนาจ ฟ้อง โจทก์ บรรยาย ฟ้อง ว่า จำเลย ที่ 1 มี อำนาจ หน้าที่ อย่างไร และได้ ปฏิบัติ หน้าที่ อย่างไร ซึ่ง การ ปฏิบัติ หน้าที่ ตาม ที่ โจทก์ บรรยายฟ้อง นั้น แสดงว่า จำเลย ที่ 1 กับ พวก ทุจริต ต่อ หน้าที่ หรือ มิฉะนั้น ก็ได้ ปฏิบัติ หน้าที่ ด้วย ความ ประมาท เลินเล่อ เป็น ผล ให้ โจทก์ ได้ รับความ เสียหาย และ ได้ บรรยาย ฟ้อง ถึง การ กระทำ หลาย ประการ ซึ่งจำเลย ที่ 1 มี หน้าที่ ปฏิบัติ ทั้ง การ ประทับ ตรา ปลอม หรือ การ ไม่ ตรวจเอกสาร อัน เป็น การ บรรยาย ใน รายละเอียด การ ปฏิบัติ จึง ไม่ ขัดแย้ง กันฟ้อง ของ โจทก์ ได้ แสดง โดย แจ้งชัด ซึ่ง สภาพ แห่ง ข้อหา ของ โจทก์ และคำ ขอ บังคับ ทั้ง ข้อ อ้าง ที่ อาศัย เป็น หลัก แห่ง ข้อ หา เช่น ว่า นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฟ้อง โจทก์ ไม่ เคลือบ คลุม จำเลย ที่ 1 เป็น เจ้าพนักงาน จดทะเบียน สิทธิ และ นิติกรรม มีความรู้ ความชำนาญ ใน วิธีการ จดทะเบียน และ ตรวจสอบ เอกสาร ต่าง ๆที่ เกี่ยว ข้อง เป็น พิเศษ ซึ่ง จะ ต้อง ปฏิบัติ หน้าที่ ตาม ข้อ กำหนด และระเบียบ ปฏิบัติ ตาม กฎกระทรวง ที่ วาง ไว้ โดย เคร่งครัด ตาม ขั้น ตอนก่อน ที่ จำเลย ที่ 1 จะ ลง นาม ใน สารบัญ จดทะเบียน เปลี่ยนแปลง ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ใน ขั้นตอน สุดท้าย เมื่อ จำเลย ที่ 1 ได้ พบ ข้อ พิรุธ ใน เรื่อง ความ สามารถ และ ใน เรื่อง อายุ ของ ผู้ขาย ก่อน แล้ว อย่างเห็น ได้ชัดซึ่ง สามารถ นำ ฉบับ ที่ ราชการ รับรอง ถูกต้อง มา ตรวจสอบ ดู ได้ นอกจาก นี้ เมื่อ พบ ข้อ พิรุธ ตั้งแต่ เบื้องต้น การ ตรวจสอบ เอกสาร ย่อมจะ ต้อง ตรวจสอบ ให้ ละเอียด รอบคอบ ยิ่งขึ้น หาก จำเลย ที่ 1 ใช้ความ ระมัดระวัง และ พินิจ พิเคราะห์ ให้ ละเอียด รอบคอบ ตาม อำนาจ หน้าที่ก็ สามารถ ตรวจ พบ ว่า โฉนด ที่ดิน ฉบับ เจ้าของ ที่ดิน ดังกล่าว มิใช่ เอกสาร ที่ ถูก ต้อง แท้ จริง ดังนี้ การ กระทำ ของ จำเลย ที่ 1 เป็น การ ปฏิบัติ หน้าที่ ด้วยความ ประมาท เลินเล่อ เป็น เหตุท ให้ โจทก์ ได้ รับ ความ เสียหาย ซึ่ง เป็น ผลโดย ตรง จาก การ กระทำ ละเมิด ของ จำเลย ที่ 1 การ ที่ โจทก์ ไม่ ตรวจ สอบ กับ โฉนด ที่ แท้ จริง เสีย ก่อน นั้น เมื่อปรากฏ ว่า มี การ เสนอ ขาย ที่ดิน พิพาท โจทก์ พอใจ แต่ ไม่เชื่อ ใจ ในความ ถูกต้อง จึง ไม่ ทำ สัญญา วาง มัด จำ ไว้ ก่อน แต่ ตกลง นัดทำ การ โอนที เดียว อัน เป็น การ เชื่อมั่น ต่อ การ ตรวจสอบ ของ เจ้าพนักงาน จึง มิใช่ โจทก์มี ส่วน เป็น ความประมาท เลินเล่อ ที่ ไม่ ทำการ ตรวจสอบ โฉนด ที่ดิน ที่แท้ จริงเสีย ก่อน เพราะ ต้อง มี การ ตรวจสอบ โดย เจ้าพนังาน อยู่ แล้ว จำเลย ที่ 1 ผู้ทำละเมิด จะ ปฏิเสธ ความ รับผิด ใน เหตุ ดังกล่าว หาได้ไม่ เมื่อ ความ เสีย หาย เป็น ผล โดย ตรง จาก การ กระทำ ละเมิด ของจำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 1 เจ้าหน้าที่ ของ จำเลย ที่ 2 ตาม หน้าที่ โดย โจทก์ ไม่มีส่วน ต้อง รับผิด ด้วย จำเลย ที่ 2 จึง ต้อง ร่วม รับ ผิด กับ จำเลยที่ 1 ด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งแปดร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6615 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวา จากนายแดง ชินสมบูรณ์ เป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและจดทะเบียน ต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 2 ในโฉนดที่ดิน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ที่ 3 ว่า นายแดงเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6615 ที่แท้จริง ได้ยื่นคำขออายัดที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ได้ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปด โจทก์ทั้งแปดได้ตรวจสอบโฉนดที่ดินและหลักฐานแล้วจึงทราบว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 6615 ที่โจทก์ทั้งแปดได้รับมานั้นเป็นโฉนดที่ดินปลอม ตราประทับที่จำเลยที่ 1 ประทับลงในโฉนดที่ดินเป็นตราปลอม บัตรประจำตัวของนายแดงเป็นเอกสารปลอมการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่ตรวจสอบโฉนดที่ดินและเอกสารปลอมกับโฉนดที่ดินฉบับหลวงนั้น เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงผู้ว่าราชการจังหวัดจึงได้มีคำสั่งเพิกถอนการสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงนี้ ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลละเมิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน1,500,000 บาท แก่โจทก์ทั้งแปด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 281,250 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เชื่อโดยสุจริตว่านายแดงเป็นเจ้าของที่ดินและเอกสารที่นำมายื่นนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่โจทก์ทั้งแปด จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย1,500,000 บาท แก่โจทก์ทั้งแปดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่8 กุมภาพันธ์ 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งหมดและจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งแปดถูกบุคคลที่แอบอ้างว่าชื่อนายแดง ชินสมบูรณ์เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6615 นำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นโฉนดปลอมหลอกขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งแปดในราคา 1,500,000 บาท โดยจดทะเบียนขายที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางคล้า ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งแปดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามฟ้องโจทก์มิได้ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ร่วมฉ้อโกงทรัพย์ แต่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนมิชอบหรือประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบเอกสาร จึงไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม ซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ 1 ก็ถูกหลอกลวงเช่นเดียวกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบเอกสารให้ดีหรือจดทะเบียนซื้อขายโดยประมาทเลินเล่อไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ราชการ กรมที่ดินย่อมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ โจทก์จะอ้างความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ว่าทำละเมิดต่อโจทก์มิได้ ทั้งการที่โจทก์เสียเงินไปเพราะถูกหลอกลวงฉ้อโกงทรัพย์ มิใช่เกิดจากการตรวจสอบเอกสาร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า การจดทะเบียนซื้อขายตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิด กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนซื้อขายไปตามคำรับรองและความประสงค์ของโจทก์ จึงไม่ปรากฏข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า การซื้อที่ดินของโจทก์ได้กระทำขึ้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงมั่นใจและเชื่อโดยสุจริตใจว่า การซื้อขายจะต้องสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการซื้อขายครั้งนี้ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนการซื้อขายเสร็จแล้วมอบโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาจึงทราบว่าโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของปลอมและนายแดงเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ได้ขายที่ดินของนายแดงแต่ประการใด การปลอมบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินโดยโจทก์ทั้งแปดไม่ทราบมาก่อน จำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่หรือมิฉะนั้นได้กระทำการในหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อมิได้ตรวจสอบหลักฐานและโฉนดที่ดิน หากมีการตรวจสอบหลักฐานของทางราชการที่มีอยู่โดยเฉพาะโฉนดที่ดินก็ทราบได้ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง