คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 820/2546
หลักกฎหมาย
การทำงานของโจทก์ที่ล่าช้าในการส่งรายการฐานะการเงินให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) และปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กลต. กำหนด เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับนั้นเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกที่เพิ่งดำเนินการ ต่อมาโจทก์ก็ไม่เคยทำผิดพลาดอีก ข้อผิดพลาดเช่นนี้บริษัทหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็เคยถูกเตือนหรือถูกปรับเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่าอีกทั้งส่วนงานอื่นของจำเลยก็เคยถูก กลต. มีมติให้เปรียบเทียบปรับเช่นกัน การกระทำผิดพลาดของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในกรณีร้ายแรง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกรรมการผู้จัดการ ต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสียหายเสียชื่อเสียง ขาดรายได้ประจำและต้องตกงานซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้โจทก์ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถหางานใหม่ได้โดยได้รับค่าตอบแทนเท่ากับที่เคยได้รับจากจำเลยและเป็นการเสียโอกาสที่จะหางานกับบริษัทจำเลยตามอายุงานที่เหลือ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการผ่านงานแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบส่วนบัญชีบริษัท ส่วนการเงิน ส่วนธุรการและการพนักงาน และตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติกองทุน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบส่วนบัญชีกองทุน ซึ่งต้องทำรายงานทางบัญชีการเงินต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ก่อนที่จำเลยจะว่าจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวนั้น โจทก์ได้แจ้งแสดงคุณสมบัติว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาเป็นลูกจ้างของจำเลยจนทำให้หลงเชื่อ จึงได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งดังกล่าวและระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยอยู่นั้น โจทก์ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบให้สมกับที่ได้เคยแจ้งและแสดงคุณสมบัติให้จำเลยทราบก่อนที่จำเลยจะรับเข้าทำงาน หากแต่โจทก์ทำงานในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยหลายครั้งหลายหนกล่าวคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เคยมีหนังสือแจ้งว่าจำเลยส่งรายงานฐานะการเงินและรายงานรายได้และค่าใช้จ่ายประจำเดือนธันวาคม 2540 ล่าช้าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และให้จำเลยไปรับการเปรียบเทียบปรับ นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เคยมีหนังสือแจ้งว่าจำเลยไม่ได้ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์และจำเลยไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดกรณีประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมูลค่าหน่วยลงทุน ราคาขายและราคาซื้อคืนหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์รายวันผิดพลาดไม่เกินกว่า 1 สตางค์ต่อหน่วยลงทุน และได้กำชับให้จำเลยระมัดระวังและควบคุมดูแลการจัดการลงทุนให้เป็นไปตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังและทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งโจทก์ยังไม่สามารถควบคุมดูแลงานภายในส่วนที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนไม่สามารถควบคุมดูแลและอบรมพนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ให้ทำงานในหน้าที่และเข้าใจในงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพจนก่อให้เกิดความเสียหายในส่วนงานที่โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าว รวมถึงไม่สามารถประสานงานระหว่างองค์กรของบริษัทจำเลยอยู่เป็นประจำซึ่งจำเลยได้มีการว่ากล่าวตักเตือนโจทก์หลายครั้งหลายหนแต่โจทก์ก็ไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น จนในที่สุดจำเลยจึงมีมติเลิกจ้างโจทก์พร้อมกับได้จ่ายเงินชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 647,472.20 บาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นธรรมแล้ว ทั้งศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้เนื่องจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ออกจากงานเป็นสิทธิของจำเลยที่จะกระทำได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 อีกทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานโดยไม่ได้ยื่นคำเรียกร้องสิทธิตามฟ้องของโจทก์ต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยออกใบสำคัญรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รายงานการกระทำของนางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. เกี่ยวกับข้อสงสัยของผู้บริหารจำเลยในการแต่งตั้งบุคคลต่าง ๆ เข้ามาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือทำหน้าที่บริหารว่าอาจจะขัดต่อกฎหมาย อันถือได้ว่าโจทก์ได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้ององค์กรของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนด้วยการระดมเงินทุนจากประชาชนมีมูลค่าสูงถึง 45,000,000,000 บาท จึงเป็นสิ่งที่โจทก์ชอบที่จะกระทำได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งที่โจทก์มิได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 โดยตำหนิคำเบิกความของพยานโจทก์อ้างว่าศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์เป็นคุณต่อโจทก์ วินิจฉ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง