คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 821/2552
หลักกฎหมาย
การลักบัตรเครดิตของนายจ้างกับการปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เป็นคนละวาระกัน ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานลักบัตรเครดิตของนายจ้างเป็นบัตรเครดิต ส่วนทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นเป็นสินค่าที่จำเลยได้จากร้านค้าคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ รองเท้า และสร้อยข้อมือทองคำ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง 212 ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมีนาคม 2547 เวลากลางวันถึงปลายเดือนเมษายน 2547 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักสร้อยข้อมือทองคำหนัก 1 สลึง 2 เส้นราคา 2,500 บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ราคา 2,500 บาท แหวนทองคำปลอกมีดหนัก 1 สลึง 2 วง ราคา 2,500 บาท สร้อยข้อมือพลอยโกเมนสีแดง 1 เส้น ราคา 11,000 บาท สร้อยคอทองคำลายข้าวโพดหนัก 1 บาท ราคา 4,700 บาท และทองคำแท่งหนัก 10 บาท ราคา 47,000 บาท รวมราคา70,200 บาท ของนางสาวสุภวรรณ ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป และเมื่อวันที่ 18 เมษายน2547เวลากลางวัน จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวไปใช้แสดงต่อนางสาวสุวรรณา พนักงานของร้านเทเลแม็กซ์ สาขาโรบินสันบางรัก เพื่อซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวสุวรรณา ร้านเทเลแม็กซ์ สาขาโรบินสันบางรัก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้จำเลยกระทำโดยทุจริตเพื่อหลอกลวงนางสาวสุวรรณาด้วยการแสดงบัตรเครดิตดังกล่าว แล้วจำเลยแสดงตนเป็นบุคคลตามบัตรเครดิตโดยลงลายมือชื่อ "สุภวรรณ" ซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องลายมือชื่อด้านล่างของใบบันทึกรายการขายให้เหมือนกับลายมือชื่อในด้านหลังของบัตรเครดิต เพื่อให้นางสาวสุวรรณาหลงเชื่อว่าจำเลยคือบุคคลชื่อสุภวรรณ เจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบัตรเครดิตดังกล่าวต้องใช้โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น โดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้นางสาวสุวรรณาหลงเชื่อจึงยอมมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)ได้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ธนาคารแล้วและเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 เวลากลางวัน จำเลยลักบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปแล้วจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวไปใช้แสดงต่อนางสาวจารุนันท์ พนักงานขายเครื่องหนังของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาบางรัก เพื่อซื้อรองเท้า โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายนางสาวจารุนันท์ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาบางรัก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้จำเลยกระทำโดยทุจริตเพื่อหลอกลวงนางสาวจารุนันท์ ด้วยการแสดงบัตรเครดิตดังกล่าวแล้วจำเลยแสดงตนเป็นบุคคลตามบัตรเครดิตโดยลงลายมือชื่อ "สุภวรรณ" ซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องลายมือชื่อด้านล่างของใบบันทึกรายการขายให้เหมือนกับลายมือชื่อในด้านหลังของบัตรเครดิตเพื่อให้นางสาวจารุนันท์หลงเชื่อว่าจำเลยคือบุคคลชื่อสุภวรรณ เจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบัตรเดรดิตดังกล่าวต้องใช้โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น โดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้นางสาวจารุนันท์หลงเชื่อจึงยอมมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ธนาคารแล้ว และเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยลักบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวไปใช้แสดงต่อนางปริศนา พนักงานขายของร้านออโรล่า สาขาโลตัส สุขุมวิท 50 เพื่อซื้อสร้อยข้อมือทองคำ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางปริศนา ร้านออโรล่า สาขาโลตัส สุขุมวิท 50 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้จำเลยกระทำโดยทุจริต เพื่อหลอกลวงนางปริศนาด้วยการแสดงบัตรเครดิตดังกล่าวแล้วจำเลยแสดงตนเป็นบุคคลตามบัตรเครดิตโดยลงลายมือชื่อ "สุภวรรณ" ซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องลายมือชื่อด้านล่างของใบบันทึกรายการขายให้เหมือนกับลายมือชื่อในด้านหลังของบัตรเครดิตเพื่อให้นางปริศนาหลงเชื่อว่าจำเลยคือบุคคลชื่อสุภวรรณ เจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอันเป็นความเท็จความจริงแล้วบัตรเครดิตดังกล่าวต้องใช้โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น โดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้นางปริศนาหลงเชื่อจึงยอมมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ต่อมาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ธนาคารแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 335 (1) (11), 341, 342 (1), 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 102,175.75 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268วรรคแรก, 335 (11) วรรคแรก, 342 (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณของนายจ้างจำคุก 3 ปี ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง