คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567
ฎีกาที่ 8213/2567
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นาย อ. มอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วนาย อ. แจ้งว่าให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนาย อ. ที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น นาย อ. มิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ การหลอกลวงของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนาย อ. ที่สามารถให้โจทก์ชำระหนี้หรือบังคับหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 341
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 นายอำพลทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท มีข้อตกลงว่า นายอำพลนำโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ เลขที่ 67999, 77764 ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน ในวันเดียวกันนายอำพลทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงในวงเงิน 1,950,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามกฎหมายใหม่และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 3,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 หนังสือมอบอำนาจ (ท.ด. 21) ที่นายอำพลลงชื่อผู้มอบอำนาจ แต่ยังไม่ได้กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลที่นายอำพลลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 3,500,000 บาท ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 9 เมษายน 2562 ตามใบแจ้งผลเช็คคืนในวันที่ 25 เมษายน 2562 พนักงานสอบสวนมีหนังสือขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เนื่องจากนายอำพลแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เอาโฉนดที่ดินไปโดยนายอำพลไม่ยินยอม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความในทำนองว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำเลยทั้งสองมาขอกู้เงินโจทก์ อ้างว่าเป็นนักธุรกิจค้าขายที่ดิน มีฐานะ มีความรู้ความสามารถ ต้องการกู้เงินโจทก์ 3,500,000 บาท เพื่อนำไปลงทุน มีหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 11,000,000 บาทเศษ โดยนายอำพล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองใช้โฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้ จำเลยที่ 1 มอบโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ แต่ยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลที่ลงลายมือชื่อรับรองไว้ สำเนาระวางแผนที่ที่ตั้งที่ดินและราคาประเมินที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ค 3,500,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ แต่โจทก์ไม่มีเงินสด ก่อนทำสัญญากันในวันดังกล่าว โจทก์จึงไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26290 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และมอบเงินที่ได้จากการขายฝากให้แก่จำเลยทั้งสองไป เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อน และขอให้โจทก์ไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน หลังจากนั้นโจทก์ทราบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 ถูกอายัด ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความในทำนองเดียวกันว่า นายอำพลมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไปขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ให้แก่นายอำพล ส่วนจำเลยที่ 1 ไปทวงเงินค่าใช้จ่ายที่ทำงานให้แก่โจทก์ที่จังหวัดพังงา ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปให้โจทก์พิจารณา โจทก์ไม่มีเงินให้กู้และไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างงานที่จังหวัดพังงา แต่จะยืมเงินจากน้องสาวโจทก์มาให้นายอำพลกู้ และมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงิน ออกเช็คค้ำประกัน และมอบโฉนดที่ดินของนายอำพลไปเสนอให้น้องสาวโจทก์พิจารณา จำเลยที่ 1 อยากจะได้ค่าใช้จ่ายคืน และอยากได้เงินไปให้นายอำพล จำเลยทั้งสองจึงยินยอมตามเงื่อนไขของโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับเงินจากโจทก์ แต่นายสุวรรณพยานจำเลยทั้งสอง ซึ่งเคยทำงานกับโจทก์ มีตำแหน่งเป็นนายหน้าในการปล่อยเงินกู้ให้โจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า ในวันที่เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงหนองจอกนั้น นายสุวรรณ โจทก์และจำเลยทั้งสองเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างทางไปห้างสรรพสินค้าโลตัส จำเลยที่ 2 พูดว่า ได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แม้ตามหนังสือสัญญาขายฝากดังกล่าวระบุว่า ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนเงิน 1,696,000 บาท ก็ตาม แต่นายสุวรรณเบิกความว่า ผู้ที่ทำนิติกรรมขายฝากกับโจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีการชำระค่าที่ดินดังกล่าว 3,500,000 บาท ซึ่งได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า หลังจากเสร็จธุระที่สำนักงานที่ดินแล้วได้เดินทางมาทำสัญญากู้ยืมที่บริเวณทาวน์อินทาวน์ จำแขวงและเขตไม่ได
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง