คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 8221/2540
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น" จากบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มโดยที่ศาลวินิจฉัยให้ก็ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดหรือ ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนโดยมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดโจทก์ทุกคนจึงมีส่วนเป็นเจ้าของทุกส่วนรวมกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนมาจำนวนเดียวกันโดย มิได้แบ่งแยกว่าแต่ละคนมีสิทธิได้เงินค่าทดแทนเท่าใดอันเป็นการใช้สิทธิร่วมกัน มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัว จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลรวมกัน สำหรับคดีนี้โจทก์ทั้งสามต้องร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดคือศาลละ 200,000 บาท เนื่องจากมีการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเฉพาะในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินกว่าศาลละ 200,000 บาทจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในส่วนที่เรียกเก็บเกินกว่าศาลละ 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้แก่โจทก์ และจำเลยยังจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสามไม่ครบนั้น เมื่อฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับ หรือโต้แย้งว่าจะไม่จ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะไปขอ รับเงินค่าทดแทนที่ยังจ่ายไม่ครบดังกล่าวนั้นจากจำเลย ทั้งสองได้อีก
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 2288 เนื้อที่ 260 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว เมื่อปี 2528 ในระหว่างบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 ทางราชการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงสี่พระยา พ.ศ. 2528 เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลและที่ดินของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวพร้อมตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 1239, 1241, 1243, 1245, 1247 และ 1247/1 รวม 6 ห้อง ถูกเวนคืนเกือบหมดทั้งแปลง ต่อมาเมื่อปี 2530 ระหว่างที่จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ยังเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ไม่เสร็จมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ใช้แทนพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497และจำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44แต่จำเลยทั้งสามกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามซึ่งถูกเวนคืน 168 ตารางวา เพียงตารางวาละ 70,000 บาท และ 35,000 บาทเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้น 11,270,000 บาท จำเลยทั้งสองจ่ายให้โจทก์ทั้งสามแล้วบางส่วนเป็นเงิน 8,452,500 บาท ส่วนตึกแถว 6 ห้อง ถูกเวนคืนทั้งหลัง 2 ห้อง อีก 4 ห้องถูกเวนคืนบางส่วน โจทก์ทั้งสามพอใจเงินค่าทดแทนรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองกำหนดให้เพียง 2 ห้องที่ถูกเวนคืนทั้งหลังส่วนอีก 4 ห้อง จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สิน 1,573,924 บาท เป็นการกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสามไม่เป็นธรรมและฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองมิได้คิดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนอีก 11 ตารางวาโดยอ้างว่าเป็นทางเท้า โจทก์ทั้งสามยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 60 วัน โจทก์ทั้งสามขอคิดเงินค่าทดแทนที่ดินตามราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ250,000 บาท จำนวน 168 ตารางวา เป็นเงิน 42,000,000 บาท โจทก์ทั้งสามได้รับแล้ว 8,452,500 บาท คงมีสิทธิได้รับอีก33,547,500 บาท กับเงินค่าทดแทนที่ดิน 11 ตารางวา เป็นเงิน2,750,000 บาท รวมเงินค่าทดแทนที่ดิน 36,297,500 บาท และเงินค่าทดแทนอาคารสิ่งปลูกสร้าง 3,050,558 บาท โจทก์ทั้งสามได้รับแล้ว 1,180,443 บาท คงมีสิทธิได้รับอีก 1,870,115 บาทรวมเป็นเงิน 38,167,615 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปีถึงวันฟ้องอีก 2,990,856.75 บาท รวมเงินทั้งสิ้น41,158,471.75 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน41,158,471.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปีจากต้นเงิน 38,167,615 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและตึกแถวแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราที่เป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่ดินอีก 14 ตารางวา ที่เป็นบริเวณทางเท้าหน้าอาคารนั้น ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานานจนมีสภาพเป็นทางสาธารณะไปแล้วไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน ส่วนเงินค่าทดแทนตึกแถวและสิ่งปลูกสร้าง 6 ห้อง คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนด้วยความเป็นธรรมและเหมาะสมแล้ว เพราะได้กำหนดเงินค่าทดแทนตามสภาพความเป็นจริงของตึกแถว จำเลยทั้งสองมิใช่ผู้ผิดนัด จึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ย หรือหากต้องชำระดอกเบี้ยก็ต้องชำระนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินคือวันที่ศาลมีคำพิพากษามิใช่ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2533 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืน 25,147,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามคำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินอีก 27,347,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 กันยายน2533 เป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสามนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 2288 เนื้อที่ 260 ตารางวา พร้อมตึกแถวเลขที่ 1239,1241, 1243, 1245, 1247 และ 1247/1 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2528 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงสี่พระยาพ.ศ. 2528 เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2532 ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง