คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 8238/2550
หลักกฎหมาย
ยอดขายสุทธิหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายตามระเบียบของจำเลยมีจำนวน 30,404,989.78 บาท เป็นยอดขายสุทธิตามความเป็นจริง แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยระบุว่ายอดขายสุทธิเป็นเงิน 26,377,579.20 บาท ก็เห็นได้ว่าเป็นการคิดคำนวณผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่เป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับค่าคอมมิชชันน้อยลง การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจเห็นสมควรให้นำยอดขายสุทธิตามความเป็นจริงมาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ย่อมเป็นการใช้อำนาจตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงมิได้ฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าคอมมิชชัน 1,666,721.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานทุกประเภท แบ่งแผนกขายเป็น 3 แผนก แผนกหนึ่งคือแผนกแบ้งค์กิ้งซึ่งเป็นแผนกขายสินค้าให้แก่ธนาคาร จำเลยมีพนักงานอยู่ 2 แผนก คือแผนกขายตรงกับแผนกขายส่งผ่านเอเย่นต์ และจำเลยจ่ายค่าคอมมิชชันให้แก่พนักงานขายตรง โดยขณะเกิดเหตุการจ่ายค่าคอมมิชชันและการคิดคำนวณค่าคอมมิชชันให้แก่พนักงานขายตรงใช้ระเบียบเรื่องการให้เงินค่าคอมมิชชันจากการขาย ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 กับระเบียบเรื่องการทำยอดขายและการเบิกจ่ายค่าคอมมิชชัน ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จำเลยไม่มีแผนกขายด้วยวิธีประมูลราคา แต่นำระเบียบการให้ค่าคอมมิชชันแบบขายตรงมาอนุโลมใช้แก่การขายด้วยวิธีประมูลราคา โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ในตำแหน่งลูกค้าสัมพันธ์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นพนักงานขายตรงในแผนกแบ้งค์กิ้ง มีหน้าที่ขายอุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับธนาคารให้แก่ธนาคาร ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท ปัจจุบันโจทก์ลาออกจากงานไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 ขณะโจทก์ยังเป็นพนักงานขายตรงในแผนกแบ้งค์กิ้ง จำเลยได้ทำสัญญาขายเครื่องคัดนับธนบัตรยี่ห้อ GLORY รุ่น UW -100 ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 24 เครื่อง ด้วยวิธีประมูลราคาในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเครื่องละ 1,680,000 บาท คิดเป็นเงิน 40,320,000 บาท หักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วราคาเครื่องละ 1,570,093.45 บาท คิดเป็นเงิน 37,682,256 บาท โดยก่อนที่จำเลยจะเสนอราคาเข้าประมูล โจทก์เป็นผู้ริเริ่มนำสินค้าดังกล่าวไปเสนอขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำสินต้าไปสาธิตและโน้มน้าวจนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พอใจและตกลงที่จะซื้อโดยให้จำเลยเสนอราคาเข้าประมูล โจทก์จึงเป็นผู้ติดต่อขายเครื่องคัดนับธนบัตรของจำเลยให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชัน แต่การซื้อขายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระบวนการต่อรองราคาซึ่งโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและอำนาจในการตัดสินใจของจำเลยด้วย ไม่ได้เกิดจากการกระทำของโจทก์เพียงลำพัง เมื่อพิเคราะห์ความยากง่ายในการมีส่วนร่วมทำให้การซื้อขายสำเร็จลุล่วงประกอบกับความสุจริตในการฟ้องร้องแล้วสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชัน 40 เปอร์เซ็นต์ ของค่าคอมมิชชันทั้งหมด ที่จะพึงมีพึงได้ตามระเบียบเรื่องการให้ค่าคอมมิชชันจากการขายและระเบียบเรื่องการทำยอดขายและการเบิกจ่ายค่าคอมมิชชัน ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้คิดค่าคอมมิชชันจากยอดขายสุทธิหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าของแถมเกินกำหนด ค่าขนส่ง ค่ารับซื้อสินค้าคืน และค่าแนะนำสินค้า โดยค่าคอมมิชชัน (ปกติ) ให้คิดตามอัตราและสัดส่วนของยอดขายสุทธิเปรียบเทียบกับราคาเอเย่นต์ หากยอดขายสุทธิต่ำกว่าราคาเอเย่นต์น้อยจะได้ค่าคอมมิชชันมาก ทั้งจากอัตราค่าคอมมิชชันที่สูงและสัดส่วนของยอดขายสุทธิที่จะนำมาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันมาก หากยอดขายสุทธิต่ำกว่าราคาเอเย่นต์มากจะได้ค่าคอมมิชชันน้อย ส่วนค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาสที่จะจ่ายให้แก่พนักงานที่ทำยอดขายสุทธิได้ตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ ให้คิดจากยอดขายสุทธิทั้งหมด ค่าใช้จ่ายที่จะนำมาหักจากยอดขายให้เป็นยอดขายสุทธิในคดีนี้คือค่ารับซื้อเครื่องคัดนับธนบัตรเก่ายี่ห้อ DE LA RUE รุ่น 3110 จำนวน 22 เครื่อง ราคา 6,000,000 บาท ค่าของแถม 890,476.22 บาท ค่าขนส่งและค่าเดิมทางของช่างเพื่อการให้บริการ 100,000 บาท กับค่าซื้อเครื่องอะไหล่และอุปกรณ์เตรียมไว้สำหรับให้บริการหรือบำรุงรักษา ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นประกอบการขายอีก 286,790 บาท รวมค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 7,277,266.22 บาท เครื่องคัดนับธนบัตรที่จำเลยขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีราคาเอเย่นต์เครื่องละ 1,710,000 บาท รวม 24 เครื่อง เป็นเงิน 41,040,000 บาท จำเลยขายแบบประมูลในราคาหักภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 37,682,256 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจึงเหลือยอดขายสุทธิ 30,404,989.78 บาท แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยระบุว่ายอดขายสุทธิเป็นเงิน 26,377,579.20 บาท แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการคิดคำนวณผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่เป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับค่าคอมมิชชันน้อยลงเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้ถือยอดขายสุทธิตามความเป็นจริงจำนวน 30,404,989.78 บาท เป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันตามระเบียบของจำเลย เมื่อราคาเอเย่นต์ของเครื่องคัดนับธนบัตรเป็นเงิน 41,040,000 บาท ยอดขายสุทธิเป็นเงิน 30,404,989.78 บาท ยอด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง