คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 8252/2538
หลักกฎหมาย
โจทก์ที่2ถึงที่4ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีแต่ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งไม่รับโจทก์ที่2ถึงที่4ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์การที่โจทก์ที่2ถึงที่4มายื่นฟ้องจำเลยคดีนี้ต่อศาลแพ่งในระหว่างที่คดีก่อนค้างพิจารณาอยู่ในศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา173วรรคสอง จำเลยเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของพ. ตกลงกับล.โจทก์ที่2ถึงที่4และพ. เพื่อแบ่งที่พิพาทส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของพ. ออกไปเพื่อจะนำไปแบ่งให้แก่ทายาทพ.ต่อไปจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของพ. จึงมีสิทธิทำสัญญาดังกล่าวได้เมื่อคู่กรณีมีเจตนาทำสัญญาขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันอันอาจมีขึ้นในภายหน้าให้เสร็จไปจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา850จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้ปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง โจทก์ที่1ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีอายุความ10ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา168เดิม แม้พ. จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก็เป็นเรื่องที่พ. จะต้องเรียกร้องจากจำเลยเองโจทก์ที่1ไม่มีสิทธิเรียกร้องแทนพ. และเมื่อฟ้องโจทก์ที่2ถึงที่4เป็นฟ้องซ้อนจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยแบ่งทรัพย์ให้โจทก์ที่2ถึงที่4ได้ การที่ศาลยกฟ้องโจทก์ที่2ถึงที่4ในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ที่2ถึงที่4ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่ามีอยู่จริงหรือไม่จึงสมควรไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา148(3)
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 168 เดิมป.พ.พ. 193/30ป.พ.พ. 850ป.พ.พ. 1546ป.พ.พ. 1724ป.พ.พ. 1736ป.วิ.พ. 18ป.วิ.พ. 148ป.วิ.พ. 173
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 24 มีนาคม 2527 จำเลยฝ่ายหนึ่งกับนางลิ้นจี่ โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 นายไพบูลย์ และโจทก์ที่ 4อีกฝ่ายหนึ่งได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยตกลงจะทำการขายที่ดิน น.ส.3 ทั้ง 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระหนี้หลังจากนั้นจะนำเงินจำนวนร้อยละ 70 ของเงินส่วนที่เหลือมาแบ่งให้แก่นางลิ้นจี่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 นายไพบูลย์ และโจทก์ที่ 4 ส่วนราคาที่ดินนั้นคู่สัญญาตกลงว่าจะร่วมกันกำหนดราคาให้เหมาะสมกับราคาท้องตลาด แต่หลังจากตกลงกันแล้ว จำเลยไม่ยินยอมให้ฝ่ายโจทก์เข้าร่วมกำหนดราคาขายที่ดิน และได้ยื่นเรื่องราวขอขายที่ดินทุกแปลงไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยฝ่ายโจทก์ไม่ได้รู้เห็นด้วยฝ่ายโจทก์จึงต้องอายัดที่ดินไว้ ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2530ฝ่ายโจทก์และจำเลยได้มีการเจรจากันเกี่ยวกับการขายที่ดินทั้ง 3 แปลง จำเลยยังคงยืนยันจะขายให้แก่น้องสาวของตนทั้ง 3 แปลงในราคา 5 ล้านบาท ฝ่ายโจทก์เห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาท้องตลาดซึ่งจะต้องขายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท จึงตกลงกันไม่ได้ฝ่ายโจทก์ติดต่อให้จำเลยไปเจรจาตกลงกันต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินหลายครั้ง แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงตลอดมา พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางไม่สุจริต ทำให้ฝ่ายโจทก์เสียหาย หากนำที่ดินทั้ง 3 แปลงออกขายในท้องตลาดหักชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและหักค่าธรรมเนียมแล้วจะมีเงินเหลือไม่น้อยกว่า 18,000,000 บาทฝ่ายโจทก์จะได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 70 คิดเป็นเงินจำนวน 12,600,000บาท ขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินตาม น.ส.3 จำนวน 3 แปลงออกขายโดยวิธีการขายทอดตลาด แล้วแบ่งให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมิฉะนั้นให้ใช้เงินจำนวน 12,600,000 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรให้แก่โจทก์ทั้งสี่ในอัตราร้อยละ 70 ของเนื้อที่ดิน 3 แปลงหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับฝ่ายโจทก์แต่ถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ บันทึกข้อตกลงถ้าหากจะมีผลผูกพันก็ผูกพันจำเลยในฐานะส่วนตัวเท่านั้น บันทึกข้อตกลงดังกล่าวกระทำไปโดยมิได้ขออนุญาตจากศาล ไม่มีผลผูกพันเด็กชายพรอนันต์และเด็กหญิงอัสมาซึ่งเป็นทายาทของนายพนาผลและมีสิทธิในทรัพย์มรดกรวมอยู่ด้วย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพนาผลไม่มีอำนาจที่จะทำนิติกรรมใด ๆ ที่มีผลทำให้ทรัพย์สินในกองมรดกของนายพนาผลลดน้อยลง บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำมั่นจะให้ทรัพย์สิน จึงเป็นนิติกรรมที่อาจจะเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในกองมรดกของนายพนาผลได้ จึงย่อมไม่มีผลผูกพันต่อทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายพนาผล ฟ้องโจทก์อ้างว่านายพนาผลยึดถือครอบครองที่ดิน น.ส.3 ทั้ง 3 แปลงแทนบรรดาทายาททั้งหมด จึงเป็นการฟ้องขอแบ่งมรดกของนางยาจิตรและมรดกของนายพนาผล เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกิน 1 ปีนับแต่นางยาจิตรและนายพนาผลถึงแก่กรรม ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยตั้งประเด็นเข้ามาใหม่จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การ และเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาให้นำที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 3930และ 212 ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้โจทก์ร้อยละ 70 ของส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายฟ้องหมายเลข 1หรือมิฉะนั้นให้จำเลยใช้เงินจำนวน 12,600,000 บาท แก่โจทก์หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นมรดกของนางยาจิตร ซื้อสุวรรณ ตามฟ้องให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 70ของเนื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้ตามคำร้องและทำการสืบพยานในประเด็นพิพาทข้อ 4 แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้นำที่ดิน น.ส. 3เลขที่ 3 ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี น.ส.3 เลขที่ 930 ตั้งอยู่หมู่ที่ 2ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ น.ส.3เลขที่ 212 ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้โจทก์ร้อยละ 70ให้จำเลยร้อยละ 30 ของราคาที่เหลือจากการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายฟ้องหมายเลข 1 หรือมิฉะนั้นให้จำเลยใช้เงินจำนวน 12,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 3เลขที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง