คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 8252/2568
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่งเสียงร้อง และข่มขู่ห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำการขู่เข็ญโดยห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5) ไม่ โจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า เหตุตามฟ้องเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา และตำบลนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกี่ยวพันกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 1 และที่ 2 เหตุเกิดที่บ้านมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ จำเลยยังกระทำความผิดในครั้งอื่นที่บ้านและที่อื่นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมและเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร โนนดินแดงซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ย่อมมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 19 (4) และมาตรา 24 (1) สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้อง แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าทำขวัญ เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสองและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 1 กันยายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 9 ปีเศษ (เกิดวันที่ 27 กรกฎาคม 2556) เป็นบุตรของนางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย ย. จำเลยเป็นอาเขยของผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 นาง ซ. ย่าของผู้เสียหายที่ 1 เด็กหญิง น. หรือ ฟ. พี่สาวของผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปี และบุตรของจำเลย 2 คน อายุ 6 ปี และ 4 ปี ณ บ้านที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านของนาง ซ. ภริยาของจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของนาง ซ. ภริยาจำเลยไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีตั้งแต่ปี 2562 ช่วงขณะเกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยเคยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านนาง ต. มารดาจำเลยที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา 2 ครั้ง หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 พบร่องรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจรรย์ ไม่พบแผลใหม่ ไม่พบเลือดออก สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.13 และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.15 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าความผิดตามข้อกล่าวหาข้อใดเกิดขึ้นที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และข้อใดเกิดขึ้นที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้เพราะไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 อย่างไร ประกอบกับสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด 2 ครั้ง เกิดขึ้นที่บ้านมารดาจำเลย ณ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคนละเหตุการณ์และคนละตอนกับเหตุการณ์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดในครั้งอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมิได้มีความเกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ข้อ 1.4 ข้อ 1.6 ข้อ 1.8 ข้อ 1.10 และข้อ 1.12 ทำนองว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง