คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 8286/2556
หลักกฎหมาย
ในกรณีระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดลง แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าศาลเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าศาลไม่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหมายความว่าในกรณีที่ลูกหนี้ยังอยู่ในสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย และศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่หากลูกหนี้พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วหรืออาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ คดีนี้ได้ความจากรายงานเจ้าหน้าที่ส่วนจัดกิจการทรัพย์สินและกำกับดูแลการฟื้นฟู สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สรุปได้ว่า ผู้บริหารแผนไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามแผน สำหรับผลการดำเนินงานทางการเงิน ลูกหนี้มีรายได้ไม่เพียงพอ มีการลดจำนวนพนักงานซึ่งมีผลให้ผลิตสินค้าไม่ได้ตามเป้าหมายทั้งด้านคุณภาพและจำนวน ประกอบกับไม่มีสถาบันการเงินใดอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกหนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการจนลูกหนี้ขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนได้ ลูกหนี้มีผลการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าลูกหนี้ยังไม่พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว กิจการขาดทุนและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หากยังคงดำเนินกิจการต่อไปลูกหนี้ก็ไม่อาจฟื้นฟูกิจการจนพ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ เมื่อระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุด แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน กรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทสยามยูนิโซล จำกัด ลูกหนี้ ตั้งบริษัทเอส.ยู.แอล.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 และเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีบริษัทเอส. ยู.แอล.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้สิ้นสุดลงในวันที่ 27 เมษายน 2549 ปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จตามแผน ตามรายงานเจ้าหน้าที่ส่วนจัดกิจการทรัพย์สินและกำกับดูแลการฟื้นฟู สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549ขอให้มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง เจ้าหนี้รายที่ 100 ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และให้ผู้บริหารเดิมของลูกหนี้เข้าไปจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ว่า มีเหตุสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดลง แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลพิจารณาตามพยานหลักฐานในสำนวน และฟังคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้และคำคัดค้านของลูกหนี้ และใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าศาลเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าศาลไม่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหมายความว่าในกรณีที่ลูกหนี้ยังอยู่ในสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย และศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่หากลูกหนี้พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วหรืออาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ คดีนี้ได้ความจากรายงานเจ้าหน้าที่ส่วนจัดกิจการทรัพย์สินและกำกับดูแลการฟื้นฟู สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ว่า ได้รับแจ้งจากผู้ร้องขอที่ 2 ว่าลูกหนี้หยุดดำเนินกิจการแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 จากการตรวจสอบแผนและการปฏิบัติงานของผู้บริหารแผนทุกรอบ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ปรากฏว่าลูกหนี้มีการลดทุนและเพิ่มทุนเพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ตามแผนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ออกเป็น 10 กลุ่ม รวมเป็นหนี้ 3,600,789,375.48 บาท หนี้สินเชื่อใหม่ตามแผนส่วนที่ 1 และที่ 2 รวม 77,311,892.90 บาท เป็นหนี้ตามแผนรวมทั้งสิ้น 3,678,101,268.38 บาท คิดเป็นร้อยละ 100 แต่ผู้บริหารแผนชำระหนี้ได้เพียง97,311,892.90 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.01 มีการปลดหนี้รวม 605,374,765.36 บาท คิดเป็นร้อยละ 16.46 ยังคงเหลือหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 รวมทั้งสิ้น 2,975,414,610.12 บาท คิดเป็นร้อยละ 80.90 ซึ่งผู้บริหารแผนไม่สามารถชำระหนี้ตามแผนได้ ส่วนความสำเร็จตามแผนมี 3 ประการ ได้แก่ 1. เจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตกลงแก้ไขสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับแผน 2. เจ้าหนี้การค้ากลุ่มที่ 9 ได้รับชำระหนี้หรือตกลงปลดหนี้ตามแผนทั้งหมดให้แก่ลูกหนี้ และ 3. ลูกหนี้สามารถชำระคืนต้นเงินตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน ติดต่อกันภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เว้นแต่มีมติเสียงข้างมากของเจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กำหนดเป็นอย่างอื่น แต่ผู้บริหารแผนไม่ได้ส่งสำเนาสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่แก้ไขให้สอดคล้องกับแผนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้บริหารแผนไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้การค้ากลุ่มที่ 9 จำนวน 124,058,027.53 บาท ซึ่งพ้นกำหนดชำระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 และยังไม่ได้รับรายงานว่าเจ้าหนี้รายใดตกลงปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ จึงสรุปได้ว่าผู้บริหารแผนไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามแผน สำหรับผลการดำเนินงานทางการเงินของลูกหนี้ได้ความว่า ลูกหนี้เป็นผู้ผลิตพื้นรองเท้าและรองเท้ากีฬา โดยผลิตพื้นรองเท้าให้แก่บริษัทวงศ์ไพฑูรย์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผลิตพื้นรองเท้าภายใต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง