ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 8293/2540

หลักกฎหมาย

คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร.40/2516 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร.39/2517 ต่างออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีที่จะออกคำสั่งหรือกระทำการใด ๆโดยมติของคณะรัฐมนตรีได้และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นรวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งที่ สลร.40/2516ให้อายัดทรัพย์ของจอมพลถ. และภริยากับพวกรวม 6 คน รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 2361 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท มีชื่อโจทก์และท่านผู้หญิงจ. ภริยาจอมพล ถ.ร่วมกันในโฉนดที่ดิน คณะกรรมการซึ่งดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร.40/2516 ได้อายัดที่ดินพิพาทไว้ต่อมามีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร.39/2517 ให้ทรัพย์สินของจอมพล ถ. และภริยา กับพวกรวม 6 คน ซึ่งอายัดไว้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร.40/2516 ตกเป็นของรัฐ ให้กระทรวงการคลังจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ใน ทรัพย์สินบรรดาที่ตกเป็นของรัฐ และให้ดำเนินการตามควร ทุกประการในฐานะที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งนี้ การที่ปรากฏชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ด้วยนั้นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ด้วยเท่านั้นเมื่อโจทก์ใช้สิทธิตามคำสั่งที่ สลร.39/2517 ข้อ 5 แล้วและต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยตามข้อ 6 ว่า โจทก์มิได้พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีหลวงจ.เมื่อพันตรีหลวง จ. ได้ทำพินัยกรรม ยกให้ท่านผู้หญิง จ.แล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ดังนี้เท่ากับคณะกรรมการวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพิพาท เป็นของท่านผู้หญิง จ. และในชั้นพิจารณาของศาลเมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อวินิจฉัยดังกล่าวของคณะกรรมการได้ ที่ดินพิพาทก็ย่อมตกเป็นของรัฐตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร.39/2517 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร.39/2517 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515ระบุไว้ชัดว่าต้องการให้การสอบสวนเรื่องทรัพย์สินที่อายัดไว้แล้วนั้นเสร็จสิ้นโดยเร็ว ดังนั้น คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นจึงมีหน้าที่ทำการสอบสวนให้เสร็จไปโดยเร็ว การที่คณะกรรมการไม่แจ้งให้โจทก์นำพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดเข้าสืบประกอบเอกสารซึ่งคณะกรรมการรับพิจารณาอยู่แล้วก็ดีหรือนำพยานหลักฐานใดมาพิจารณาเป็นข้อวินิจฉัยก็ดี ย่อมอยู่ ในดุลพินิจของคณะกรรมการตามที่เห็นสมควร อันจักพึงชี้ ให้เห็นได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของโจทก์ซึ่งได้มาโดยสุจริตและโดยชอบหรือไม่ หาใช่จำกัดไว้เฉพาะข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย และได้ปฏิบัติ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ สลร.39/2517 การพิจารณาของ คณะกรรมการดังกล่าวจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร ภริยาของจอมพลถนอม กิตติขจร และโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนละครึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 2361 เนื้อที่ 229 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวาวันที่ 1 สิงหาคม 2517 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร. 39/2517 ให้ทรัพย์สินของจอมพลถนอม กิตติขจรและภริยาที่ถูกยึดและอายัดไว้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร. 40/2516ตกเป็นของรัฐ อันมีผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2361 เฉพาะส่วนของท่านผู้หญิงจงกลตกเป็นของรัฐด้วย วันที่ 8 กันยายน 2518กรมที่ดิน จังหวัดสระบุรี เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดสระบุรีจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2361เฉพาะในส่วนของท่านผู้หญิงจงกลเป็นของรัฐ โดยให้จำเลยที่ 1เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน แต่ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังคงเดิม ต่อมาปี 2534 โจทก์มีความประสงค์ที่จะแบ่งแยกที่ดินในส่วนของโจทก์ จึงติดต่อให้จำเลยที่ 1ผู้ถือกรรมสิทธิ์ และจำเลยที่ 2 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลที่ดินราชพัสดุแบ่งแยกที่ดินต่อไป แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมให้โจทก์แบ่งแยกและไม่ส่งมอบโฉนดที่ดิน แต่อ้างว่าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้ที่ดินในส่วนของโจทก์ตกเป็นของรัฐ พร้อมกับสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีดำเนินการแก้ไขทางทะเบียนเปลี่ยนชื่อจากโจทก์ผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นจำเลยที่ 1 ทั้งที่ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร. 39/2517 ลงวันที่ 1 สิงหาคม2517 ให้มีผลเฉพาะทรัพย์สินของจอมพลถนอมและภริยา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2361 จากชื่อโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 มกราคม2535 และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีถอนชื่อจำเลยที่ 1ออกจากสารบบการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดแปลงดังกล่าวแล้วลงชื่อโจทก์แทน ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีเพื่อดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์ครึ่งหนึ่งทางด้านทิศตะวันตก และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการทางทะเบียนให้เป็นไปตามที่โจทก์ขอ จำเลยทั้งสองให้การว่า นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร. 39/2517 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2517ให้ทรัพย์สินของจอมพลถนอม กิตติขจร และภริยา ที่มีคำสั่งให้ยึดและอายัดไว้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร. 40/2516 ลงวันที่30 ตุลาคม 2516 ตกเป็นของรัฐทั้งหมดอันมีผลให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของรัฐด้วย คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร. 39/2517 ยังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งและกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าในกรณีที่บุคคลใดกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดและตกเป็นของรัฐตามคำสั่งฉบับดังกล่าวเป็นของตนที่ได้มาโดยสุจริตหรือโดยชอบ ให้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยหลักฐานและรายละเอียดของการได้มาซึ่งทรัพย์สินต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับตั้งแต่วันออกคำสั่งยึดและอายัดและให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการเป็นที่สุดโจทก์ยื่นหนังสือลงวันที่ 23 กันยายน 2517 ต่อคณะกรรมการเพื่อขอคืนที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนแล้ว ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีหลวงจบกระบวนยุทธที่โจทก์มีส่วนอยู่ด้วย เมื่อพันตรีหลวงจบกระบวนยุทธทำพินัยกรรมยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ท่านผู้หญิงจงกลแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิ แล้วชี้ขาดไม่คืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทราบคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจรทายาทโดยธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่30 ตุลาคม 2516 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช2515 โดยมติของคณะรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจอมพลถนอม กิตติขจร และภริยา จอมพลประภาส จารุเสถียร และภริยาและพันเอกณรงค์ กิตติขจรและภริยาตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร. 40/2516 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2517 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่อายัดหรือยึดไว้ดังกล่าวให้ตกเป็นของรัฐตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ สลร. 39/2517 ที่ดินโฉนดเลขที่ 2361ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี มีชื่อโจทก์และท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจรภริยาจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อันเป็นที่ดินพิพาทได้ถูกอายัดและตกเป็นของรัฐตามคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 23 กันยายน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8293/2540 · ทนอย Thanoy