คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 8293/2559
หลักกฎหมาย
การใช้ถนนสาธารณะเป็นที่จอดรถ หากไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายเป็นอย่างอื่น เจ้าของที่ดินที่มีอาคารติดกับถนนสาธารณะ ก็อาจใช้ทางสาธารณะเป็นที่จอดรถของตนได้ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักก่อน โดยต้องเว้นทางสำหรับรถยนต์ให้เข้าออกได้เป็นลำดับแรก แล้วเจ้าของอาคารทั้งสองฝั่งถนนรวมถึงบุคคลทั่วไปจึงจะมีสิทธิใช้ทางส่วนที่เหลือเป็นที่จอดรถบนหลักของความเสมอภาค โดยไม่จำต้องคำนึงว่าใครจะเป็นผู้มาใช้สิทธิจอดรถก่อนหลังกัน ประกอบกับกฎกระทรวงที่กำหนดให้ร่นแนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่การจราจรด้วย การที่จำเลยทั้งสี่ใช้พื้นที่ถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างเพียง 4 เมตร จอดรถของตนทั้งคันในลักษณะหวงกันการใช้ประโยชน์ของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ควรจะใช้แนวร่นอาคาร 1 เมตร ที่อยู่ติดกับถนนสาธารณะดังกล่าวของตนประกอบการจอดรถด้วย แต่กลับใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้ ซึ่งมิใช่เหตุจำเป็นที่จะใช้แนวร่นอาคารเพื่อการนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่เกินสิทธิของตนและคำนึงถึงประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงสิทธิในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ของผู้อื่นที่มีอยู่ร่วมกัน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร ไม่สามารถใช้พื้นที่ถนนส่วนที่เหลือในการจอดรถของตนได้ จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 421 และถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่จอดรถในแนวร่นอาคารอันเป็นแดนกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสี่ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารใช้แดนกรรมสิทธิ์ฝั่งถนนของตนไม่เกินสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามขอให้ร่วมกันชดใช้เงินเป็นค่าปรับวันละ 10,000 บาท แก่โจทก์นับจากวันพิพากษาจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ ประเมินความเสียหายจากการไม่ได้ใช้สถานที่เป็นเงิน 10,209.28 บาท ต่อวัน นับจากวันที่เกิดข้อพิพาทในการใช้ทางร่วมจนถึงวันฟ้อง 801 วัน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 8,177,633.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 189 ซอยภิรมย์ ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6513 ที่มีอาคารพาณิชย์ เลขที่ 130 ตั้งอยู่และอยู่ในซอยเดียวกับโจทก์ อาคารพาณิชย์ของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ มีลักษณะหันหน้าเข้าหากันเป็นห้องหัวมุมอยู่ปากซอยภิรมย์ ซึ่งชุมชนในซอยภิรมย์ใช้ถนนหน้าอาคารโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะด้วย ลักษณะถนนซอยภิรมย์เป็นทางสาธารณะ กว้างประมาณ 4 เมตร เป็นเหตุให้อาคารของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต้องเว้นระยะร่นแนวอาคารของตนจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยอาคารโจทก์และจำเลยทั้งสี่มีแนวระยะร่นอาคารจากทางสาธารณะเข้าไป 1 เมตร จำเลยทั้งสี่อยู่อาศัยในอาคารของตนประกอบธุรกิจเครื่องแก้ว ตั้งแต่ปี 2508 ก่อนโจทก์มาเช่าอาคาร แต่สามีโจทก์พักอาศัยอยู่ในซอยภิรมย์มาตั้งแต่เกิด ระหว่างพักอาศัยจำเลยทั้งสี่ได้เทคอนกรีตพื้นในระยะร่นอาคารให้สูงจากพื้นถนน 30 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้ ต่อมาทางราชการปรับพื้นถนนหลังจากน้ำท่วมแล้วระยะร่นดังกล่าวเหลือความสูงเพียง 10 เซนติเมตร และจำเลยทั้งสี่ยังคงใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้เช่นเดิม โดยใช้พื้นที่ในถนนซอยภิรมย์หน้าอาคารของตนเป็นที่จอดรถเป็นประจำ เป็นเหตุให้ถนนซอยภิรมย์ไม่มีที่เหลือเพียงพอให้เจ้าของอาคารฝั่งด้านของโจทก์จอดรถหน้าอาคารของตนได้ เพราะจะต้องเว้นทางให้ชุมชนในซอยใช้เป็นทางเข้าออกด้วย แต่เนื่องจากขณะนั้นเจ้าของอาคารของโจทก์แต่เดิมประกอบกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวไม่จำต้องมีที่จอดรถยนต์ จึงไม่มีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในเรื่องที่จอดรถ จนเมื่อโจทก์มาขอเช่าอาคารเลขที่ 189 อยู่อาศัยและใช้เป็นสำนักงานทนายความ จำเป็นต้องมีที่จอดรถเป็นของตนเองจึงเจรจากับจำเลยทั้งสี่ขอให้จอดรถชิดระยะร่นอาคารของจำเลยทั้งสี่เพื่อให้ถนนซอยภิรมย์มีที่เหลือเพียงพอแก่โจทก์และบุคคลอื่นที่จะใช้ทางสาธารณะด้วย แต่การเจรจาไม่เป็นผล เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยทั้งสี่นำรถกระบะส่งของมาจอดหน้าอาคารของจำเลยทั้งสี่ใกล้กับรถยนต์ของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องขยับรถของโจทก์เพื่อให้รถของคนในซอยผ่านเข้าออกและทำให้สำนักงานของโจทก์ไม่มีที่จอดรถไว้บริการลูกค้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การใช้สิทธิจอดรถของจำเลยทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น และเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคาดหมายหรือไม่ เห็นว่า การใช้ถนนสาธารณะเป็นที่จอดรถ หากไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายเป็นอย่างอื่น เจ้าของที่ดินที่มีอาคารติดกับถนนสาธารณะ ก็อาจใช้ทางสาธารณะเป็นที่จอดรถของตนได้ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักก่อน โดยต้องเว้นทางสำหรับรถยนต์ในซอยซึ่งมีความกว้างประมาณ 2 เมตร ให้เข้าออกได้เป็นลำดับแรก แล้วเจ้าของอาคารทั้งสองฝั่งถนนรวมถึงบุคคลทั่วไป จึงจะมีสิทธิใช้ทางส่วนที่เหลือเป็นที่จอดรถบนหลักของความเสมอภาค โดยไม่จำต้องคำนึงว่าใครจะเป็นผู้มาใช้สิทธิจอดรถก่อนหลังกัน ประกอบกับกฎกระทรวงที่กำหนดให้ร่นแนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่การจราจรด้วย การที่จำเลยทั้งสี่ใช้พื้นที่ถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างเพียง 4 เมตร จอดรถของตนทั้งคันในลักษณะหวงกันการใช้ประโยชน์ของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ควรจะใช้แนวร่นอาคาร 1 เมตร ที่อยู่ติดกับถนนสาธารณะดังกล่าวของตนประกอบการจอดรถด้วย แต่กลับใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้ ซึ่งมิใช่เหตุจำเป็นที่จะใช้แนวร่นอาคารเพื่อการนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่เกินสิทธิของตนและคำนึงถึงประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงสิทธิในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ของผู้อื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง