ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 8294/2540

หลักกฎหมาย

คชก.ตำบล ค. วินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นผู้เช่าทำนาของจำเลยแต่ผู้เดียว ยังไม่ถึงที่สุด เพราะ คชก.จังหวัดยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์บุคคลอื่นที่อ้างว่าตนเป็นผู้เช่านาของจำเลยด้วย การที่ผู้ร้องสอดที่ 3 อาศัยสิทธิของ คชก.ตำบล ค.ที่ยังไม่ถึงที่สุดมาฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยโอนขายที่พิพาทให้ จึงเป็นการฟ้องโดยที่ผู้ร้องสอดที่ 3ยังไม่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 มาตรา 58 แม้จำเลยเจ้าของที่ดินไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบก่อนว่าจะขายที่พิพาทเป็นการละเว้นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53 ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยไม่อาจโอนที่ดินพิพาทได้เท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดฟ้องจำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งจะต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่ใช่เป็นความผิดของโจทก์ที่ 1กับที่ 2 หรือผู้ร้องสอดที่ 1 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 หรือผู้ร้องสอดที่ 1 ก็ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อเรียกมัดจำคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมีคำขอให้จำเลยคืนมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายด้วย แต่เมื่อศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดประเด็นว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา อันเป็นประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่คู่ความจะต้องนำสืบให้ได้ความ และคดียังมีข้อโต้แย้งอีกมาก ซึ่งหากคู่ความยังติดใจในปัญหาเรื่องผิดสัญญาก็อาจนำคดีไปฟ้องร้องกันใหม่ได้ ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อเรียกมัดจำคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายได้ กรณีเช่นนี้ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ที่ 1 กับที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 1 กับที่ 3อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง คดีนี้แม้ผู้ร้องสอดที่ 2 จะไม่ได้ฎีกา แต่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยจึงเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ผู้ร้องสอดที่ 1 จะฎีกาฝ่ายเดียว ศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีผลถึงผู้ร้องสอดที่ 2ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ประกอบด้วยมาตรา 247 และสำหรับคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องสอดที่ 1 ซึ่งมิได้ยื่นฎีกายังไม่ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทำให้ผู้ร้องสอดที่ 1 มีสิทธิยื่นฎีกา แต่ โจทก์ที่ 1 กับที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 3 ได้ยื่นอุทธรณ์ คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ไว้แล้ว เมื่อศาลฎีกาได้ วินิจฉัยคดีประเด็นในคดีนี้แล้วว่าไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะ ฟ้องเป็นคดีใหม่ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาอีก

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนายไพฑูรย์ แย้มเผื่อน เป็นโจทก์ที่ 1นายประสิทธิ์ โพธิ์นิ่มแดง เป็นโจทก์ที่ 2 นายสุขเกษม มูฮำหมัด เป็นผู้ร้องสอดที่ 1 นายทวีศักดิ์ เมฆเจริญลาภ เป็นผู้ร้องสอดที่ 2 นายเฟื่อง พุทธรักษา เป็นผู้ร้องสอดที่ 3 และเรียกนายถนัด ธาราพิศ เป็นจำเลย สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2530 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6707 เฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ราคาประมาณ 1,150,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 1และที่ 2 วางมัดจำนวน 600,000 บาท ในวันทำสัญญา จำเลยสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันที่ 27 เมษายน2530 เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6707 จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 หากโอนไม่ได้ให้จำเลยคืนมัดจำ 600,000 บาทและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 600,000 บาทในกรณีที่ยังโอนได้แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ร้องสอดว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ต่อมาก่อนครบกำหนดสัญญาจำเลยกับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้ง ๆ ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2รู้อยู่แล้วว่าจำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนแล้ว ทั้งได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันก่อนที่สัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จะครบกำหนด อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เสียเปรียบ ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขาย ฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2530ระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ยังไม่อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพราะเป็นแต่เพียงผู้จะซื้อที่ได้ชำระราคาบางส่วนเท่านั้นและสิทธิของผู้ร้องสอดยังไม่ถึงกำหนดที่จะบังคับได้ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ทราบว่าจำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 ไว้ก่อนแล้ว นอกจากจำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 21ตุลาคม 2529 จำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยเปลี่ยนเจตนามาบังคับกันตามสัญญาขายฝาก อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่และจำเลยได้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนดแล้ว และแม้ว่าจำเลยยังไม่ได้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทตามสัญญาขายฝาก ที่ดินพิพาทก็คงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายก็ไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 มีอยู่แล้ว ขอให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2ว่า เนื่องจากจำเลยกับผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันแปลงหนี้ใหม่จากสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาขายฝาก ต่อมาจำเลยไถ่ถอนการขายฝากแล้ว จำเลยกับผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2ไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกันต่อไป ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายนั้น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยหรือให้มีคำสั่งว่าสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวไม่มีผลบังคับ หรือยกคำร้องสอด สำนวนที่สอง นายเฟื่อง พุทธรักษาโดยผู้ร้องสอดที่ 3ฟ้องว่าผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6707 เฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่จากนายผล แย้มเผื่อน เพื่อทำนา ต่อมาที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ผู้ร้องสอดที่ 3 ยังคงเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาททำนามาจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2530 จำเลยได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องสอดที่ 3 ทราบก่อนอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 มาตรา 53 ผู้ร้องสอดที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลคลองหลวงแพ่งวินิจฉัยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่านาขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 3 คชก.ตำบลคลองหลวงแพ่งมีคำวินิจฉัยให้จำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2531 ประธาน คชก.ตำบลคลองหลวงแพ่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8294/2540 · ทนอย Thanoy