ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 8318/2560

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตาม ป.อ. มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 4 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ความผิดฐานนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามฟ้อง เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในฐานนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 4 ลงโทษจำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 8 ว่ากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 อ. ก. ว. เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยคนนั้น คนนี้ โดยบรรยายการกระทำของจำเลยแต่ละคน ซึ่งเหตุการณ์กลุ่มนักเรียนวิ่งไล่รุมทำร้ายกันย่อมมีคนร้ายจำนวนมาก วิ่งไล่กันไปมา ประจักษ์พยานแต่ละคนอาจเห็นเหตุการณ์โดยเบิกความเท่าที่ตนเห็นไม่มีพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย และผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยที่ 5 ถืออาวุธมีดวิ่งมาพร้อมจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยบางคนแทงผู้ตายและผู้เสียหาย หากจำเลยที่ 5 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยอื่น ก็ไม่น่าจะวิ่งตามไป แม้จะมิได้ใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้ใดก็ตาม แต่ย่อมเล็งเห็นได้ว่า พวกอาจทำร้ายผู้อื่นได้ และหลบหนีไปด้วยกัน จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับพวกในการฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 6 ถอนฎีกา จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แม้ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ร่วมรับผิดนั้นไม่ชอบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 295, 371 กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น และให้ริบของกลาง จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายณรงศักดิ์ว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 150,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การในคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 7 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 50 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ปรับคนละ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยคนใดไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยคนนั้นไปควบคุมที่ศูนย์ฝึกและอบรมข้างต้น มีกำหนด 10 วัน ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถ้าขณะคดีถึงที่สุดจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แล้ว จำเลยยังไม่ได้ถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรม ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมหรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรมแล้วแต่ไม่ครบกำหนดขั้นสูง ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดเท่าระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 289/2555 ของศาลชั้นต้น สำหรับข้อหาที่ไม่ลงโทษจำเลยคนใดให้ยก ริบอาวุธมีด 2 เล่ม และปลายอาวุธมีดของกลาง กับให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 70,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดให้จ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอให้ใช้ค่าสิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8318/2560 · ทนอย Thanoy