ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 8321/2568

หลักกฎหมาย

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น ได้ความว่า โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่งแต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึ่งได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ เป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสในคดีเดียวกันนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามคำฟ้องมูลค่า 12,052,411 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การ ฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่าขาดกับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องแย้งข้อ 1.5 ถึงข้อ 1.12 ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้แบ่งทรัพย์สินรายการที่ 1.7 ถึงรายการที่ 1.10 และรายการที่ 1.12 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 115/1 อาคารชุด ซ. ห้องชุดเลขที่ 1545/44 และที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 แบ่งหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บ. ให้แก่โจทก์ จำนวน 14,925.3731 หน่วย และให้โจทก์แบ่งหน่วยลงทุนของโจทก์ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก. 3 กองทุน ให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 32,392.7857 หน่วย กองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 9,130.1972 หน่วย และกองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จำนวน 6,940.48155 หน่วย ในส่วนของการแบ่งสินสมรสที่เป็นทรัพย์สินให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินในส่วนที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ 654,326.61 บาท กับใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีในต้นเงิน 954,326.61 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ที่ถูก ต้องมีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกด้วย) จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 หลังจากสมรสแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 17/59 โจทก์ทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ระดับ 7 ของบริษัท ก.จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าพนักงานนำร่อง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปฏิบัติงานประจำที่ทำการในอำเภอศรีราชา สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งอ้างเหตุหย่าโจทก์และขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทำร้ายทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของจำเลยที่ 1 เป็นการร้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 · ทนอย Thanoy