คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 8322/2544
หลักกฎหมาย
หนังสือมอบอำนาจทำขึ้นในต่างประเทศมีการรับรองโดยเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์กับเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่งว่ามีการจัดทำเอกสารอย่างแท้จริง กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย สัญญาซื้อขายพิพาทระบุเงื่อนไขชำระราคาใน 365 วันจากวันที่มีการส่งของ และตามใบตราส่ง โจทก์ส่งของให้แก่ผู้ขนส่งวันที่ 18ธันวาคม 2540 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ออกใบกำกับสินค้าพร้อมแจ้งหนี้ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของหนี้เงินค่าสินค้าในระหว่างผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม2541 เป็นต้นไป มิใช่คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน3,680,197.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน3,221,473.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 82,475 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณแต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินอัตรา 39.06 บาท ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว และสำนักงานจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 31/7 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ดังนี้ ปัญหาข้อแรก โจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ โจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบข้อความที่พิมพ์จากระบบทะเบียนการค้าประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ เอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลและนายทิโม อิโซจาร์วิ แต่ลำพังเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มิได้เป็นนิติบุคคล และนายทิโม อิโซจาร์วิ ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เห็นว่า นายธเนศเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ย่อมต้องรู้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ทั้งข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.1ก็มีข้อความยืนยันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและมีนายทิโมอิโซจาร์วิ ได้รับการแต่งตั้งให้ลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 2เป็นบุคคลภายนอก ย่อมทราบสถานะโจทก์สู้นายธเนศไม่ได้ ทั้งคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ขัดกับข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งแม้จะเป็นคำแปลจากภาษาฟินแลนด์ แต่ก็เป็นคำแปลที่เป็นต้นฉบับ มีลายมือชื่อและตราประทับของผู้แปลรับรองว่าแปลจากภาษาฟินแลนด์ถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ของประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์รับรองความสามารถของผู้แปล และมีเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองเจ้าหน้าที่ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์อีกต่อหนึ่งคำแปลดังกล่าวหาใช่สำเนาเอกสารดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ และการนำสืบว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ก็ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ต้องนำสืบด้วยเอกสารที่ออกโดยทางราชการเท่านั้น โจทก์จึงสามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลประกอบคำแปลตามเอกสารหมาย จ.1 ได้ และพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 อุทธรณ์จำเลยที่ 1ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อที่สอง โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ โจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธเนศฟ้องคดีแทน เห็นว่า เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายทิโม อิโซจาร์วิมีอำนาจลงลายมือชื่อโดยลำพังผูกพันโจทก์และตามเอกสารหมาย จ.2ก็ระบุข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธเนศฟ้องคดีแทนโดยมีนายทิโม อิโซจาร์วิ ลงลายมือชื่อ มีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกรับรองลายมือชื่อของนายทิโม อิโซจาร์วิ และมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์รับรองลายมือชื่อและตราของโนตารีปับลิก กับมีเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์อีกต่อหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สมบูรณ์นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ซึ่งในปัญหาข้อนี้เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ทำขึ้นในต่างประเทศมีการรับรองโดยเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์กับเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่งว่ามีการจัดทำเอกสารดังกล่าวอย่างแท้จริง กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อที่สาม จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์หรือไม่ ในราคาเท่าใดโจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง