ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 8327/2544

หลักกฎหมาย

สัญญาซื้อขายที่โจทก์ทำกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย คู่สัญญามีเจตนาแยกเป็นสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์และสัญญาจ้างทำของ ในส่วนสัญญาซื้อขายถือไม่ได้ว่าเกิดจากการประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เมื่อขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีสถานประกอบการถาวรตั้งอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น รายได้จากค่าวัสดุอุปกรณ์โจทก์จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรฯ โจทก์จึงไม่ต้องนำรายได้ค่าวัสดุอุปกรณ์ในปี 2532 และปี 2533 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 และปี 2533 ตามลำดับ รายได้ค่าวัสดุอุปกรณ์โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจำเลยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรส่วนอื่นออกไปจากประเทศไทย การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว จึงไม่ชอบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่าโจทก์มีเงินได้ในปี 2532 ถึง 2534 จำนวน 118,267,462.13 บาท (ที่ถูก118,267,462.21 บาท) 80,467,420.06 บาท (ที่ถูก 80,467,420.60 บาท)และ 16,267,811.20 บาท (ที่ถูก 16,267,811.76 บาท) นั้นไม่ถูกต้องโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะเงินได้อันเกิดจากการดำเนินการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยคือ เงินได้ในส่วนของการให้บริการและดอกเบี้ยสำหรับปี 2532 จำนวน 8,488,600.60 บาท และ 125,435 บาทปี 2533 จำนวน 8,146,568.64 บาท และ 307,767 บาท และปี 2534จำนวน 10,819,576.56 บาท และ 485,628 บาท เท่านั้น และเงินได้ทั้งหมดของโจทก์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยดี หากศาลเห็นว่าโจทก์ควรจะต้องเสียภาษี ขอให้มีคำสั่งงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดจำนวนเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งหกฉบับกับเงินเพิ่ม คำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,537,146.87บาท ขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินเลขที่ 1016/2/100894, 1016/2/100736, 1016/2/100893, 1016/2/100892, 1016/2/100737, 1016/2/100891 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/228, สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ก,สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/229, สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/230, สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ข, สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/231 กับขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1016/2/100894 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 และเลขที่ 1016/2/100736 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/228 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ก ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 โดยมิให้นำรายรับจากสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532จำนวน 109,653,426.61 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533จำนวน 52,302,007.84 บาท มารวมคำนวณเป็นยอดรายรับในการประเมินภาษี และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรที่ 1016/2/100892 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539ที่ 1016/2/100737 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 และที่ 1016/2/100891ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/230 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ขลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/231 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) และมาตรา 70 ทวิ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ถึง 2534 ปรากฏตามหนังสือที่ 1016/2/100894 และที่ 1016/2/100892 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539ที่ 1016/2/100736 และที่ 1016/2/100737 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538ที่ 1016/2/100893 และที่ 1016/2/100891 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 ถึง 6 โจทก์ ไม่พอใจจึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2538 และวันที่ 11มิถุนายน 2539 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 7 ถึง 35 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/228,และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/230 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ก และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ขลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/229 และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/231 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 36 ถึง 41 โดยวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) และวินิจฉัยยืนตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแต่ให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ทวิ ส่วนเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสองมาตราดังกล่าวตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่อาจงดหรือลดได้ตามกฎหมาย เงินได้ของโจทก์เกิดจากสัญญาที่โจทก์ณ ประเทศเบลเยี่ยมทำกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายรับจากการขายวัสดุอุปกรณ์ตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และคดียุติตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) ส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8327/2544 · ทนอย Thanoy