ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 8330/2550

หลักกฎหมาย

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า คดีของผู้ร้องต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่ศาลชั้นต้นนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้วมาปรับใช้แก่คดี คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการและคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในระหว่างที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ยังมีผลใช้บังคับ เมื่อผู้ร้องได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ในระหว่างที่ผู้ร้องยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 23 มีพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ออกใช้บังคับโดยมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 แต่มีบทเฉพาะกาลมาตรา 48 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับ" และวรรคสองบัญญัติว่า "การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ยังมิได้กระทำและยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นได้ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อการยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามความในมาตรา 48 วรรคสอง และยังไม่ล่วงกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นได้ภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการหมายเลขแดงที่ 5862/2544, หมายเลขแดงที่ 298/2545, หมายเลขแดงที่ 680/2545 และหมายเลขแดงที่ 851/2545 รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 คำชี้ขาด เป็นเงิน 133,914 บาท ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยได้มีคำชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสี่คำเสนอข้อพิพาทแล้วเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2545 ผู้ร้องได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ลูกหนี้ทราบเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2545 ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 1 ปี แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องประสงค์ที่จะบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 คำชี้ขาด รวมต้นเงิน ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในชั้นอนุญาโตตุลาการเป็นจำนวนเงิน 133,914 บาท และขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ร่วมกันลงนามทำสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการที่สมาคมประกันวินาศภัยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 6 ต่อมาผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านบางส่วนต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย เพื่อให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดรวม 4 คำเสนอข้อพิพาท อนุญาโตตุลาการได้พิจารณาและมีคำชี้ขาดข้อพิพาทให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แก่ผู้ร้องทั้ง 4 คำเสนอข้อพิพาทเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 5862/2544 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 คำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 298/2545 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 คำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 680/2545 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 และคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 851/2545 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2545 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2545 ตามเอกสารหมาย ร.1 รวม 4 ฉบับ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งนำมาปรับใช้แก่คดีนี้แล้วพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คดีของผู้ร้องต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่ศาลชั้นต้นนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้วมาปรับใช้แก่คดีนี้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222 ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการและคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในระหว่างที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ยังมีผลใช้บังคับ เมื่อผู้ร้องได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งใช้บังคับแก่คดีของผู้ร้อง ต่อมาปรากฎว่าในระหว่างที่ผู้ร้องยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวนั้น พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ได้มีผลใช้บังคับโดยมาตรา 3 ได้บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 และบทเฉพาะกาลมาตรา 48 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" และวรรคสองบัญญัติว่า "การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ยังมิได้กระทำและยังไม่ล่วงพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8330/2550 · ทนอย Thanoy