ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 8342/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันตกลงทำหนังสือสัญญา จะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์และตกลง รับเป็นผู้จัดหาที่ดิน หรือจะกระทำโดยวิธีการใดก็ตามให้โจทก์ ได้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดินของบุคคลอื่นอีกด้วย โดยจำเลยทั้งสองจะขายที่ดิน และจัดหาที่ดินดังกล่าว ข้ออ้างของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อขายฉบับพิพาท จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินจำนวน 38 แปลง ตามฟ้องจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงส่วนนั้นตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสองคงให้การต่อสู้แต่เพียงว่าโจทก์เป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียวโดยอ้างเหตุต่าง ๆ มาในคำให้การ และว่าเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิปรับเอาแก่จำเลยทั้งสองคดีตามคำฟ้องและคำให้การในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจะขายที่ดินฉบับพิพาทจึงคงมีประเด็นแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินอีก 47 แปลงที่เหลือหรือไม่เท่านั้น และคดีไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเดียวกันหรือแยกออกเป็นสองสัญญาโจทก์บอกเลิกสัญญาทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และการบอกเลิกสัญญา ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทั้งหมดอันเป็นผล ให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือไม่ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากที่เป็นประเด็นข้อพิพาท และขัดแย้งกับที่จำเลยทั้งสองยอมรับแล้วไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจัดหาที่ดินตามฟ้อง และโจทก์ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินของจำเลยทั้งสองจำนวน 30 แปลง ตามสัญญาและเรียกเบี้ยปรับในส่วนที่จำเลยทั้งสองมิได้จัดหาที่ดินจำนวน 47 แปลง จากบุคคลอื่นมาให้โจทก์ได้ซื้อครบถ้วนตามสัญญาโดยโจทก์ได้เลิกสัญญาในส่วนนี้แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะ บังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินของจำเลยทั้งสองจำนวน 30 แปลง ตามที่ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ และมอบเอกสารสิทธิ เกี่ยวกับที่ดินไว้แก่โจทก์แล้วได้ แต่โจทก์ต้องชำระเงิน ค่าที่ดินส่วนที่ขาดแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาในส่วนที่จำเลยทั้งสองตกลงจัดหาที่ดินของบุคคลอื่นมาให้โจทก์ได้ซื้อรวม 47 แปลงแต่ไม่สามารถจัดหาได้ครบและโจทก์ได้เลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และการใช้สิทธิเลิกสัญญาของโจทก์ในส่วนนี้หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสี่ และแม้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและจัดหาที่ดินฉบับพิพาทได้ตกลงให้ชำระเบี้ยปรับเป็นรายแปลง แปลงละ 600,000 บาท โจทก์จึงชอบที่จะได้รับเบี้ยปรับ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 379 ก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวน พอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่าง อันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน" เมื่อเบี้ยปรับตามสัญญาโจทก์คิดคำนวณผลกำไรที่จะได้จาก การประกอบกิจการเลี้ยงโคหรือถ้าขายที่ดินก็จะได้กำไร จากการขายที่ดิน ความเสียหายจากการที่ต้องเสียเงินเช่าที่ดิน ทำคอกกักโค ค่าลงทุนทำรั้ว ไถดิน ปลูกหญ้า สร้างโรงพยาบาลสัตว์ในที่ดินที่เช่า และต้องเสียค่าจ้างพนักงาน อีกทั้งค่าเสียหายจากการที่โจทก์ได้สั่งซื้อโคจากต่างประเทศ แต่ได้ระงับการนำโคเข้าประเทศเนื่องจากไม่มีสถานที่เลี้ยง ทำให้ผู้ขายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์นั้น ล้วนเป็นการ ที่โจทก์คาดคะเนและเป็นค่าเสียหายที่ห่างไกลจาก การผิดสัญญาของจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ต้องเสียดอกเบี้ย ให้แก่ธนาคารจากต้นเงินที่โจทก์นำมาชำระค่าที่ดิน ให้แก่จำเลยทั้งสองก็มิใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้น จากการที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ดังนี้เมื่อค่าเสียหาย ที่โจทก์นำสืบนั้นยังไม่แน่นอนและในการกำหนดเบี้ยปรับ ที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระตามสัญญานั้น มิได้มีเกณฑ์แน่นอน หรือน่าเชื่อถือ แต่เป็นการคาดคะเน ศาลจึงไม่กำหนดให้ จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยปรับตามสัญญา แต่การที่จำเลยทั้งสอง มิได้จัดหาที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาโจทก์ย่อมเสียหาย และเมื่อศาลเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับ จึงให้นำเงินค่าปรับ ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่โจทก์ดังกล่าวมาหักออกจาก เงินที่โจทก์ต้องชำระเป็นค่าที่ดินของจำเลยทั้งสองที่ขาดอีก พร้อมกับให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินนั้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญาจะขายที่ดินของจำเลยทั้งสองและจัดหาที่ดินหรือกระทำการใดก็ตามให้โจทก์ได้ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแซง อำเภอคันหาจังหวัดชัยนาท ให้ได้เนื้อที่ 2,500 ไร่ถึง 3,500 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกันในราคาไร่ละ 8,000 บาท เท่ากันทุกแปลงโดยจำเลยทั้งสองต้องจัดหาที่ดินขายให้โจทก์ให้ครบจำนวนตามแผนผังที่ระบายสีแดงและสีฟ้าท้ายสัญญาภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญายกเว้นที่ดินแปลงที่มีเครื่องหมายกากบาทจำนวน 7 แปลง ต้องดำเนินการให้เสร็จภายในกำหนด 7 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดสัญญา จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน กับยอมใช้ค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับแก่โจทก์สำหรับที่ดินแต่ละแปลง แปลงละ 600,000 บาท โจทก์ชำระราคาที่ดินให้จำเลยทั้งสองไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 12,055,100 บาท แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่สามารถขายและจัดหาที่ดินให้โจทก์ได้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินให้ครบ 77 แปลง ตามแผนผัง จำเลยทั้งสองเพียงแต่ส่งมอบการครอบครองที่ดินของจำเลยทั้งสองตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก.) เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 เนื้อที่รวม 1,421 ไร่ 49 ตารางวา ราคา 11,368,980 บาท และในส่วนที่ดินของผู้อื่น คงจัดหาขายให้โจทก์ได้เพียง 9 แปลง เท่านั้น โจทก์ทวงถามให้จำเลยจัดหาที่ดินให้โจทก์เรื่อยมาจนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินของจำเลยทั้งสอง และให้จัดหาที่ดินจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ภายใน 20 วัน หากพ้นกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองในที่ดินของจำเลยทั้งสองโจทก์จะฟ้องร้องบังคับคดีและบอกเลิกสัญญาเฉพาะในข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองจะต้องจัดหาที่ดินของบุคคลอื่นให้แก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสองต้องชดใช้เบี้ยปรับแปลงละ 600,000 บาทให้แก่โจทก์ภายใน 10 วัน นับแต่วันเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่เพิกเฉยซึ่งจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ในส่วนที่เกินราคาที่ดินของจำเลยทั้งสองให้โจทก์จำนวน 686,120 บาท นอกจากนั้นยังต้องใช้ค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับตามจำนวนที่ดินที่ไม่อาจจัดหาให้โจทก์ได้ 38 แปลง แปลงละ 600,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน22,800,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ให้โจทก์โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน 686,120 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับจำนวน22,800,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่โจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่ยอมจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองไปจัดหาซื้อที่ดินและไม่จ่ายเงินรับซื้อที่ดินตามสัญญา ทั้งโจทก์ก็ไม่สามารถจะจดทะเบียนรับโอนที่ดินตามสัญญาได้ เนื่องจากโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์จะซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรหรือทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และมิได้ดำเนินการแก้ไขเสียก่อน เพียงแต่ให้จดทะเบียนโอนที่ดินไปเป็นชื่อนายสิทธิชัย นวลมณี กรรมการของโจทก์ในฐานะส่วนตัวซึ่งไม่ถูกต้องนอกจากนั้นโจทก์ได้ให้ผู้อื่นเป็นนายหน้าไปหาซื้อที่ดินตามสัญญาแทนจำเลยทั้งสองโดยไม่บอกกล่าวจำเลยทั้งสองเป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนคำขออื่นของโจทก์ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25ตุลาคม 2532 โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและจัดหาที่ดินโดยจำเลยทั้งสองตกลงขายที่ดินของจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์จำนวน 30 แปลง และตกลงดำเนินการจัดหาที่ดินหรือกระทำโดยวิธีการใดก็ตามให้โจทก์ได้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินของบุคคลอื่นอีกด้วยอีกจำนวน 47 แปลง ที่ดินที่จำเลยทั้งสองจะขายและจัดหาให้แก่โจทก์ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแซง จังหวัดชัยนาท เป็นที่ดินมีแนวเขตติดต่อกันรวมเนื้อที่ทั้งหมด 2,500 ไร่ ถึง 3,500 ไร่ โดยโจทก์ตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวทุกแปลงในราคาไร่ละ 8,000 บาทคิดราคาที่ดินแต่ละแปลงตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ระบุในเอกสารสิทธิน.ส.3 หรือ น.ส.3 ก.ของที่ดินแต่ละแปลงเป็นราคาซื้อขายที่ดินแต่ละแปลง ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องจัดการให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2540 · ทนอย Thanoy