ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 8345/2544

หลักกฎหมาย

ก่อนเกิดเหตุขณะอยู่ในงานเลี้ยงที่บ้าน ป. ผู้ตายกับจำเลยมีเหตุทะเลาะจะทำร้ายกันเรื่องเล่นการพนันไฮโลว์ แต่มีคนห้ามไว้และให้จำเลยกลับบ้าน จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน ป. เพื่อกลับบ้านต่อมาผู้ตายได้ออกตามไป ซึ่งแสดงว่าผู้ตายตามไปหาเรื่องจำเลยจนเกิดเหตุเป็นคดีนี้ การที่ผู้ตายตามไปทันจำเลยระหว่างทางพร้อมกับพูดทำนองว่าตายไปข้างหนึ่งและเข้าไปชกต่อยแล้วชักมีดออกมาจากข้างหลังจะแทงทำร้ายจำเลยก่อนเช่นนี้ จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้ ถึงแม้จำเลยจะแย่งมีดจากมือผู้ตายได้แล้วก็มิใช่ว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่ จำเลยจากผู้ตายได้ผ่านพ้นหรือสิ้นสุดไปแล้ว เพราะผู้ตายมีรูปร่างสูงใหญ่และกำยำกว่าจำเลยซึ่งขาข้างซ้ายพิการใส่ขาเทียม โอกาสที่ผู้ตายจะแย่งมีดคืนจากจำเลยก็ยังมีอยู่ ซึ่งหากผู้ตายแย่งมีดคืนจากจำเลยมาได้ก็น่าเชื่อได้ว่าผู้ตายจะต้องแทงทำร้ายจำเลยได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่ตามไปหาเรื่องจำเลยอีก ส่วนเหตุการณ์ในขณะที่แทงนั้นนับได้ว่าเป็นช่วงฉุกละหุก ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนจำเลยไม่น่าจะมีโอกาสเลือกแทงผู้ตายตรงบริเวณอวัยวะที่สำคัญได้ถนัดชัดเจน ดังนี้ แม้จำเลยจะแทงผู้ตายถูกที่บริเวณราวนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจอันเป็นอวัยวะที่สำคัญเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ก็เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุที่จำต้อง กระทำเพื่อป้องกันในสถานการณ์เช่นนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ฐานฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุก 18 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดปลายแหลมซึ่งมีใบมีดยาวประมาณ 6 นิ้ว กว้างประมาณ 1.25 นิ้วด้ามยาวประมาณ 4 นิ้ว แทงถูกนายสมาน คุณยศยิ่ง ผู้ตายที่บริเวณราวนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีพยานสำคัญรวม 2 ปากคือนายแสง บุญมา กับนายทอง ต้นนา โดยนายแสงเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานขี่รถจักรยานกลับจากซื้อยานัตถุ์ไปบ้านเมื่อถึงสี่แยกบ้านกว๊านได้ยินเสียงคนวิ่งไล่กันมาจากทางด้านหลังผ่านพยานไป คนแรกทราบภายหลังว่าเป็นผู้ตาย มีมีดเหน็บอยู่ข้างหลังโผล่ชายเสื้อส่วนคนที่วิ่งตามมาทราบภายหลังว่าเป็นจำเลยซึ่งไม่เห็นถืออะไรมา พยานเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวโดยอาศัยแสงไฟฟ้าที่ถนนซึ่งเป็นหลอดขนาด 40แรงเทียน พยานได้ตะโกนเป็นภาษาทางเหนือว่าทำอะไรกัน จำเลยได้หันหน้ามามองพยาน หลังจากนั้นไม่ทราบว่าผู้ตายกับจำเลยวิ่งไปทางไหนต่อมามีชาวบ้านออกมามุงดูและพูดกันว่าผู้ตายถูกแทง แล้วมีผู้นำส่งโรงพยาบาลและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่เห็นจุดที่แทงกัน และพยานโจทก์ปากนี้ได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานขี่รถจักรยานกลับจากซื้อยานัตถุ์ไปบ้านเมื่อถึงบริเวณสี่แยกบ้านกว๊าน (มุ่งหน้าไปทางบ้านแม่ใส) ได้ยินเสียงคนวิ่งไล่กันมาจากทางด้านหลังผ่านพยานไป โดยคนที่วิ่งนำหน้าคือผู้ตายส่วนคนที่วิ่งตามคือจำเลยซึ่งถือมีดอยู่ในมือด้วย โดยผู้ตายวิ่งนำหน้าห่างจากจำเลยประมาณ 8 เมตร พยานจึงตะโกนขึ้นว่า "สูยะหยังกัน"หมายถึงว่าทำอะไรกัน จำเลยได้หันหน้ากลับมาดูพยานแล้ววิ่งหนีเข้าไปในซอยข้างวัดสันป่าถ่อน ส่วนผู้ตายได้ล้มลงบริเวณหน้าวัด จากนั้นมีชาวบ้านออกมาดูกันและนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลและนายแสงพยานได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวมีแสงสว่างจากไฟฟ้าข้างถนนส่องสว่างสามารถมองเห็นชัดเจนได้ในระยะ 20 เมตรและขณะที่เห็นจำเลยวิ่งไล่ผู้ตายนั้น พยานเข้าใจว่าผู้ตายคงจะถูกแทงมาก่อนแล้ววิ่งหนีมา เมื่อพยานตะโกนถามขึ้นดังกล่าวจำเลยจึงวิ่งหนีเข้าซอยข้างวัดไป ตามบันทึกคำให้การของนายแสงพยานเอกสารหมาย จ.1ส่วนนายทองเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 20 ถึง 21 นาฬิกา พยานไปซื้อยาแก้ปวดที่ร้านขายยาบริเวณหน้าวัดสันป่าถ่อนแต่ร้านปิดจึงเดินกลับบ้าน เห็นจำเลยกำลังซ่อมรถจักรยานยนต์อยู่ที่หน้าบ้านนายคะนองดีใจ เมื่อพยานเดินเลยไปประมาณ 5 ถึง 6 ก้าว ได้ยินเสียงเอะอะข้างหลังจึงหันไปมองเห็นผู้ตายแล้วได้ยินผู้ตายพูดภาษาคำเมืองว่า วันนี้ไม่เผาก็จี่ให้ตายไปข้างหนึ่ง เมื่อผู้ตายพูดเช่นนั้นแล้วผู้ตายเข้าชกต่อยจำเลยทันที จำเลยล้มแล้วผู้ตายขึ้นคร่อมจำเลยและชักของข้างหลังออกมาไม่ทราบว่าเป็นอะไร จากนั้นผู้ตายกับจำเลยแย่งของที่ผู้ตายชักออกมาดังกล่าวกันพยานจึงตะโกนว่าสูจะเอากันตายหรือ ซึ่งหมายความว่าจะฆ่ากันให้ตายหรือ แต่ผู้ตายกับจำเลยยังไม่แยกจากกัน หลังจากนั้นพยานเดินกลับเข้าบ้านรุ่งขึ้นได้ทราบจากชาวบ้านพูดกันว่าผู้ตายถูกแทงถึงแก่ความตาย นายทองยังเบิกความต่อไปว่า พยานเห็นเหตุการณ์ชัดเจน เพราะมีไฟฟ้าสาธารณะข้างถนนซึ่งเป็นหลอดไฟฟ้านีออนขนาด 40 แรงเทียน ที่อยู่ข้างบ้านนายคะนองห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 4 เมตร และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่ผู้ตายกับจำเลยกำลังชุลมุนอยู่นั้น พยานไม่เห็นว่าใครแทงใคร เพียงเห็นแย่งของกัน และพยานโจทก์ปากนี้ได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไปซื้อยาแก้ปวดที่ร้านค้าบริเวณหน้าวัดสันป่าถ่อน แต่ร้านปิดจึงเดินกลับบ้านขณะจะเข้าบ้านได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณหน้าตลาดเยื้องกับบ้านนายคะนอง ดีใจ สักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนทะเลาะกัน จึงหันไปดูเห็นชาย 2 คน กำลังชกต่อยชุลมุนกันและเนื่องจากสายตาพยานไม่ค่อยดี เวลากลางคืนจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรชัดเจน จึงได้ตะโกนด่าไปว่า "สูจะเอากันตายหรือ" แล้วพยานเดินเข้าบ้านไป รุ่งขึ้นได้ทราบจากชาวบ้านว่ามีการแทงกันตาย โดยจำเลยเป็นคนใช้มีดแทงผู้ตายและไปถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล และนายทองพยานได้ให้การต่อไปว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้านีออนขนาด 40 แรงเทียน ซึ่งติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าภายในหมู่บ้านส่อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8345/2544 · ทนอย Thanoy