ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 8367/2551

หลักกฎหมาย

สำหรับข้อหาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางฟังมาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับข้อหาอื่นที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเกินกว่า 50,000 บาท ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และทุกข้อหาตามฟ้องเกิดจากการที่โจทก์ได้รับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับพิพาทเพียงฉบับเดียว แต่โจทก์ได้รับเงินเป็นงวดๆ และถูกประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นรายเดือนที่ได้รับเงินมาและถูกประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปีภาษีที่ได้รับเงินมานั้น หากโจทก์ผู้ถูกเรียกเก็บภาษีไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีดังกล่าว ย่อมเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปัญหาว่าบุคคลใดต้องเสียภาษีหรือได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีโดยรับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนและเป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงเดียวกันนั้นได้สำหรับข้อหาที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาสำหรับข้อหาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 246 และ 142 (5) ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 โจทก์กับ ส. ตกลงเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดิน ต่อมา จ. สามีของ ส. จดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวและนำที่ดินนั้นไปจดทะเบียนจำนองโดยไม่ปรากฏว่า จ. เป็นตัวแทนของโจทก์และ ส. แต่อย่างใด ต่อมาโจทก์กับ ส. ขัดแย้งกันในการดำเนินงานหุ้นส่วน โจทก์กับ ส. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกเลิกห้างหุ้นส่วนโดยตกลงคืนเงินทุนของโจทก์ เงินที่โจทก์ได้รับมาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นเงินทุนของโจทก์เอง มิใช่ค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนซึ่งจะถือได้ว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของที่ดินให้แก่ ส. จึงมิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร และมิใช่รายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 4610010/1/100565 และเลขที่ 4610010/1/10568 (ที่ถูก 100568) และเลขที่ 4610010/1/10567 (ที่ถูก 100567) ทุกฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ อน/0013/2545 เลขที่ อน/0014/2545 และเลขที่ อน/0015/2545 ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 4610010/6/100015 ถึง 100021 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ อน/0016/2545 (ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2545) งดหรือลดเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินจำนวน 1,100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับคืนจากนางสุจิตราตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ และเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นว่า ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีสิงหาคม 2537 ถึงกุมภาพันธ์ 2538 รวม 7 เดือนภาษี แต่ละเดือนภาษีมีจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่มรวมไม่เกิน 50,000 บาท แต่ละเดือนภาษีมีจำนวนเงินแยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแตกต่างกัน แต่ละเดือนภาษีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท และสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2538 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2538 (เต็มปี) ก็มีจำนวนทุนทรัพย์พิพาทรวมกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลภาษีอากรได้ทำความเห็นแย้งไว้ หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน 1,100,000 บาท ตามที่โจทก์ได้รับมาจากหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความโดยรับมาในปี 2537 และ 2538 เป็นเงินส่วนของโจทก์ที่จ่ายไปในการเป็นหุ้นส่วนกับนางสุจิตราจึงไม่เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและไม่เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 โดยศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ปรากฏตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2533 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 152 ว่า โจทก์และนายเจริญตกลงร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1023, 10432 และ 14480 ในราคา 1,400,000 บาท จากนายเสริมและนางแป๊วต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2534 นายเสริมและนางแป๊วได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์และนายเจริญตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 153 ถึง 160 โดยมีนายเจริญเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนแต่ผู้เดียว ทั้งนี้เป็นไปตามคำให้การของโจทก์และนายเจริญซึ่งให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 134 ถึง 135 และ 165 ถึง 166 ส่วนที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 135 ว่า นายเจริญได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงจากผู้ขายโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงไปสอบถามนายเจริญและเกิดการเข้าใจผิดกัน ทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี โดยฟ้องนายเจริญในข้อหาร่วมกันซื้อที่ดิน แต่นายเจริญมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว ก็ไม่ทำให้การรวมหุ้นซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวยกเลิกสิ้นสุดลงแต่อย่างใด และถึงแม้นายเจริญใส่ชื่อตนถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแต่ผู้เดียว การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ดังกล่าวก็ไม่หมดไป ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2537 โจทก์และนางสุจิตราได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขดำที่ 476/2535 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี โดยบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ได้รับชำระค่าตอบแทนจำนวน 1,100,000 บาท จากการที่โจทก์โอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนที่ดินโฉนดทั้งสามแปลงดังกล่าว และหนี้สินอื่น ๆ อันเกิดจากการเป็นหุ้นส่วนในการซื้อที่ดิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2551 · ทนอย Thanoy