ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 837/2563

หลักกฎหมาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 285 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 143/2561, 144/2561, 145/2561, 146/2561, 147/2561, 148/2561, 149/2561, 150/2561, 151/2561, 153/2561 และ 154/2561 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง น. โดยนาย ว. และนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจและชื่อเสียง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 จำคุก 2 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 598/2561, 635/2561, 657/2561, 661/2561, 671/2561, 689/2561, 699/2561 และ 701/2561 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษต่อในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 150/2561, 153/2561 และ 154/2561 ของศาลชั้นต้น ให้ยกเนื่องจากศาลยังไม่ได้พิพากษา ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 6 ปีเศษ และ 7 ปีเศษ และเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครู คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุเวลากระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดเจนว่า เกิดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2558 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน และเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางวัน ถึงเดือนมีนาคม 2559 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน ซึ่งมิได้อยู่ในช่วงที่โรงเรียนปิดภาคการศึกษาดังที่จำเลยอ้าง นอกจากนั้นเหตุกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์เกิดขึ้นในปี 2558 ถึง 2559 ก่อนวันที่จะมีคำสั่งย้ายจำเลยให้ไปช่วยราชการที่อื่นในปี 2560 กรณีจึงไม่มีเหตุจะทำให้จำเลยสับสนเกี่ยวกับวันและเวลากระทำความผิด หรือไม่เข้าใจข้อหาได้ดีอันจะทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ฟ้องโจทก์ที่ระบุเวลากระทำความผิดไว้ดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ สำหรับการกระทำความผิดครั้งแรก เมื่อจำเลยยอมรับว่าใช้แขนโอบไหล่โจทก์ร่วมในขณะเข้ามาส่งงานในห้องวิชาการเมื่อครั้งที่โจทก์ร่วมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จริง ข้อที่ต้องพิจารณาจึงมีว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวถึงขั้นเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมแล้วหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ได้ความจากนางสาว ส. ครูโรงเรียนเดียวกันซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยใช้วิธีการสอนแบบเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน ทำให้จำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กนักเรียน พยานเคยเห็นจำเลยเล่นจักจี้หยอกล้อกับเด็กนักเรียน และบางครั้งเวลาที่จำเลยสอนยังมีเด็กนักเรียนหญิงแย่งกันนั่งตักจำเลย อันถือได้ว่าเป็นเหตุผลสมควรที่ทำให้การถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างจำเลยและเด็กนักเรียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้น เฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนหญิงก็ต้องมีขอบเขตที่เหมาะสมด้วย โดยสมควรเกิดขึ้นระหว่างที่มีกิจกรรมในชั่วโมงการเรียนการสอนตามปกติเท่านั้น หากเป็นเวลาอื่นนอกเหนือจากนี้ การแสดงความเอ็นดูรักใคร่ของครูผู้ชายซึ่งมีต่อเด็กนักเรียนผู้หญิง ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกาลเทศะและใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด มิให้ลักษณะอาการส่อไปในทางที่ไม่สมควรทางเพศได้ ซึ่งการกระทำอันไม่สมควรในทางเพศก็ไม่จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นเรื่องในทางประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แม้เพียงการสัมผัสใกล้ชิดเพื่อสร้างความพึงพอใจในทางเพศก็ถือว่าเป็นการไม่สมควรแล้ว โดยเฉพาะหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นในที่ลับสายตา ด้วยเหตุนี้จากพฤติการณ์ของจำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2563 · ทนอย Thanoy