คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 8402/2540
หลักกฎหมาย
แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างอาคารในที่ดินที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างอาคารโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะเป็นผู้เลือกหาจำเลยที่ 1 และที่ 2ให้เป็นผู้รับจ้าง การก่อสร้างต้องเป็นไปตามการงานที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 สั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำตามข้อบังคับในสัญญาจ้าง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 จำเลยที่ 7 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมก่อสร้างอาคาร มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมดูแลการก่อสร้างให้ถูกต้องตามแบบแปลนที่กำหนดและตามหลักวิชาการ ถ้าจำเลยที่ 7 ควบคุมดูแลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขุดดินทำฐานรากของอาคารตามหลักวิชาการด้วยความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้ว ย่อมจะไม่เกิดผลเสียหายแก่ตึกแถวของโจทก์ จึงถือว่าจำเลยที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 7 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ด้วย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดระงับการก่อสร้างอาคารสูง 6 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18151, 18152, 18798 และ 5531 ตามใบอนุญาตให้ก่อสร้างของสำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร เลขที่ 833/2534 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2534 กับให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 6,796,003 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 475,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงิน 1,539,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ยกฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงิน 739,500 บาท และค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18797 เนื้อที่ 76 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 203 และ 205 โจทก์ที่ 7 ประกอบกิจการค้าขายสินค้าประเภทบุหรี่ สุรา เครื่องกระป๋อง และของชำต่าง ๆ โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างของตึกแถวดังกล่าว ประมาณเดือนเมษายน 2535 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างอาคารมีความสูง 6 ชั้น ชื่ออาคารร่วมจิตต์พลาซ่า บนที่ดินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งอยู่ติดต่อที่ดินและตึกแถวของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 โดยมีจำเลยที่ 6 เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ และจำเลยที่ 7 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้าง ตึกแถวของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 มีรอยแตกร้าวที่พื้นอยู่ทั่วไป และที่ผนังกำแพง เสา คาน และฝ้าเพดาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำการก่อสร้างโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ตึกแถวของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เสียหายหรือไม่ และจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ใช้ก่อสร้างอาคารร่วมจิตต์พลาซ่าและแม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างอาคารดังกล่าวก็ดี เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างอาคารโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะเป็นผู้เลือกหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นผู้รับจ้าง การก่อสร้างต้องเป็นไปตามการงานที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 สั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำตามข้อบังคับในสัญญาจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 ส่วนจำเลยที่ 7 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมก่อสร้างอาคารร่วมจิตต์พลาซ่า มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมดูแลการก่อสร้างให้ถูกต้องตามแบบแปลนที่กำหนดและตามหลักวิชาการ ถ้าจำเลยที่ 7 ควบคุมดูแลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขุดดินทำฐานรากของอาคารตามหลักวิชาการด้วยความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้ว ย่อมจะไม่เกิดผลเสียหายแก่ตึกแถวของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จึงถือว่าจำเลยที่ 7 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 7 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้นำสืบให้ประจักษ์ว่าจำเลยที่ 5 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการก่อสร้างอาคารอย่างไร และจำเลยที่ 5 จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2533 แต่จำเลยที่ 3 ขออนุญาตก่อสร้างอาคารอันเป็นที่ตั้งของจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2533 อันเป็นเวลาก่อนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 5 ดังนั้น จำเลยที่ 5 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการก่อสร้างอาคาร ไม่ต้องรับผิดผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 6 เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดมิได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ออกแบบผิดพลาดอย่างไร จึงทำให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 6 จึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและฎีกาของจำเลยท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง