ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 8403/2540

หลักกฎหมาย

การที่กระทรวงอุตสาหกรรมจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าพื้นที่ที่ได้ออกประทานบัตรเหมืองแร่พิพาทให้แก่ผู้ขอประทานบัตรเป็นพื้นที่ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง กับโบราณสถานที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปี 2479และปี 2480 และไม่ทราบว่าบริเวณเทือกเขาสมอคอนอันเป็นที่ตั้งของประทานบัตรของโจทก์เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและโบราณวัตถุ จึงได้มีคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบร่วมกันไปตรวจหาข้อเท็จจริง และแม้เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีจำเลยที่ 2 กรมศิลปากร ที่ 3 และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมที่ 4 เคยไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริงก่อนออกประทานบัตรแล้วแต่เมื่อฟังไม่ได้ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจำเลยที่ 1 ผู้ออกประทานบัตรเหมืองแร่ พิพาททราบข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่กระทรวงอุตสาหกรรม จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่พิพาทของโจทก์ ซึ่งรับโอนประทานบัตรมาจากผู้ขอประทานบัตรโดยอ้างว่า ประทานบัตรของโจทก์อยู่ในบริเวณที่มีการประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและเป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และผู้ขอประทานบัตร เสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ณ พื้นที่ คำขอประทานบัตรไม่ตรงต่อความจริงโดยรายงานว่าบริเวณที่ ทำเหมืองหรือบริเวณใกล้เคียงไม่มีสถานที่ที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและโบราณวัตถุเป็นเหตุให้มีการออกประทานบัตรโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญจึงเป็นเหตุผลที่ถูกต้องและชอบด้วยข้อเท็จจริงการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 9 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 สั่งเพิกถอน ประทานบัตรดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายที่กล่าวอ้างแล้ว แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการเพิกถอนประทานบัตร ของจำเลยที่ 1 และแม้โจทก์จะไม่ทราบว่าบริเวณพื้นที่ ที่ได้รับประทานบัตรนั้นอยู่ในบริเวณซึ่งมีการประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและเป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณวัตถุ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 9 ทวิ วรรคสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ออกประทานบัตรที่ 14099/13400เนื้อที่ 274 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา และประทานบัตรที่ 14100/13399เนื้อที่ 207 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองทองสิงห์บุรี มีกำหนด 25 ปี นับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2526ถึงวันที่ 29 เมษายน 2551 ชนิดแร่หินปูนเพื่อทำปูนขาวสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลด้วยความเห็นขอบของจำเลยที่ 4 และจังหวัดลพบุรีต่อมาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2526 ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองทองสิงห์บุรี ได้โอนประทานบัตรที่ 10499/13400 ให้แก่ โจทก์ที่ 1 และโอนประทานบัตรที่ 14100/13399 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและเสียค่าตอบแทน โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้เปิดเหมืองเพื่อทำเหมืองได้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน2527 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นห้างในเครือเดียวกันได้ร่วมกันลงทุนทำการเปิดเหมือง สร้างโรงงานและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นเงิน54,674,843 บาท นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองสำรวจพบแร่หินอ่อนและแร่ฟอสเฟตอยู่ในเขตประทานบัตรเป็นจำนวนมากจึงยื่นคำขอเพิ่มชนิดแร่ทั้งสองจนได้เพิ่มชนิดแร่หินอ่อน ส่วนแร่ฟอสเฟตอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ระหว่างดำเนินการลงทุนก่อสร้างโรงงานเพื่อเปิดเหมือง จังหวัดลพบุรีโดยผู้ว่าราชการจังหวัด และจำเลยที่ 3โดยอธิบดีได้ร่วมปลุกปั่นราษฎรให้เดินขบวนคัดค้านการทำเหมืองแร่ในเขตประทานบัตรทั้งสองแปลงซึ่งข้อคัดค้านดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ได้กล่าวอ้างขึ้นเพื่อให้มีการเพิกถอนประทานบัตรทั้งสองแปลงโจทก์ทั้งสองชี้แจงและแสดงหลักฐานต่าง ๆ แล้ว แต่จำเลยที่ 3และที่ 4 กลับแจ้งต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าประทานบัตรของโจทก์ทั้งสองอยู่บนเทือกเขาสมอคอน ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วการออกประทานบัตรทั้งสองแปลงชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ 3และที่ 4 กลับแจ้งต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เคยให้ความเห็นว่าควรอนุญาตประทานบัตรทั้งสองแปลงนั้นเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เพราะไม่ทราบมาก่อนว่าบริเวณใกล้เคียงเขตประทานบัตรจะมีโบราณสถาน แม้จะมิได้อยู่บนเทือกเขาสมอคอนและอยู่ห่างจากโบราณสถานก็ตาม หากทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวตั้งแต่แรกก็จะไม่เห็นชอบให้ออกประทานบัตรจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นสมควรอนุรักษ์เทือกเขาสมอคอนเป็นโบราณสถานแห่งชาติและเสนอแนะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนประทานบัตรทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนประทานบัตรทั้งสองแปลงโดยอ้างว่าออกให้โดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญความจริงแล้วการออกประทานบัตรทั้งสองแปลงมิได้ออกโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง การที่จำเลยที่ 1 เพิกถอนประทานบัตรของโจทก์ทั้งสองตามข้อเสนอของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายโดยโจทก์ทั้งสองได้เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการเปิดเหมืองแร่เป็นเงิน 54,674,843 บาท โจทก์ทั้งสองขาดผลประโยชน์จากการผลิตแร่ตามประทานบัตรเป็นเงิน 3,315,400,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 3,370,074,843 บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่เพิกถอนประทานบัตร โดยให้ประทานบัตรทั้งสองแปลงมีผลบังคับใช้ต่อไป หากกรณีไม่สามารถเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1ดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน3,370,074,843 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองทองสิงห์บุรีเป็นการออกให้โดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เพราะเชื่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมประกอบคำขอประทานบัตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองทองสิงห์บุรีได้รายงานเท็จในสาระสำคัญว่าในบริเวณที่ทำเหมืองแร่หรือบริเวณใกล้เคียงไม่มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณวัตถุความจริงเขตประทานบัตรการทำเหมืองแร่ทั้งสองแปลงตั้งอยู่บนเทือกเขาสมอคอนซึ่งมีเขาใหญ่ และเขาทะเลเป็นส่วนหนึ่ง เทือกเขาสมอคอนมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีโบราณสถานสำคัญได้แก่วัดถ้ำตะโก วัดสมอคอน วัดถ้ำช้างเผือกวัดบันไดสามแสน มีถ้าและธรรมชาติที่สวยงามและมีสระทะเลขาดอันเป็นแหล่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำหรับชาติไว้แล้วตั้งแต่ปี 2479 และ 2480กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายอนุรักษ์เทือกเขาสมอคอนไว้ทั้งเทือกเขาจำเลยที่ 1 เพิ่งทราบข้อเท็จจริงจากรายงานของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ภายหลังจากออกประทานบัตรแล้ว หากทราบตั้งแต่แรกก็จะไม่ออกให้การที่จำเลยที่ 1 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งเพิกถอนประทานบัตรการทำเหมืองทั้งสองแปลงจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8403/2540 · ทนอย Thanoy