คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 8414/2552
หลักกฎหมาย
ในการพิพากษาคดี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ และวินิจฉัยประเด็นพิพาทประการต่อไปว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยทั้งเจ็ดขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นพิพากษาข้ออื่นๆ อีก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานละเมิดแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ดังนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่นๆ ไว้ เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเจ็ดได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ที่ยังมิได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยให้คดีเสร็จไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาลก็ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้แทนของกระทรวงมหาดไทยโจทก์ที่ 1 มีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 แต่คำสั่งดังกล่าวสรุปการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการทุจริต หากแต่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องเท่านั้น โจทก์ที่ 2 จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง แต่ผลการสอบสวนก็ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2538 อธิบดีกรมการปกครองมีบันทึกเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยสรุปความได้ว่า กองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองมีความเห็นว่า ผลการสอบสวนมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาและฟ้องคดีแพ่งเรื่องละเมิดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องได้และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามรับทราบวันที่ 14 ตุลาคม 2538 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวจากปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 จึงต้องถือว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพิ่งรู้ตังผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 วรรคหนึ่ง การสอบสวนทางวินัยเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่ราชการเป็นคนละเรื่องกับการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง เพราะหลักเกณฑ์ความรับผิดทางวินัยกับความรับผิดทางแพ่งเป็นคนละกรณีกัน การบกพร่องต่อหน้าที่ราชการซึ่งต้องรับผิดทางวินัยอาจไม่เข้าเกณฑ์ความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดก็ได้ เมื่อผลของคำสั่งลงโทษทางวินัยยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบทางแพ่งหรือไม่ โจทก์ที่ 2 ชอบที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งอีกได้ มิใช่เป็นการกระทำโดยไม่ชอบหรือมีเจตนากระทำเพื่อขยายอายุความฟ้องคดีละเมิด บทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางอาญาและในทางแพ่ง เป็นคนละส่วนแยกออกต่างหากจากกันดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ทั้งสองก็ฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ทั้งสองได้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความและได้วินิจฉัยด้วยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 5 ต่างมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำไว้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 5แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 5 หวนกลับมาหยิบยกประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำขึ้นกล่าวอ้างอีก จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นข้าราชการด้วยกัน และจำเลยที่ 6 กับที่ 7 ซึ่งเป็นเอกชน จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยทุกคนชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โดยระบุรายละเอียดด้วยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่ราชการอะไร และจำเลยแต่ละคนมีส่วนปฏิบัติหน้าที่ในโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปี ในฤดูการผลิตปี 2528/2529 และ 2529/2530 ด้วย ความประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 นำมาเป็นหลักประกันให้ดี ไม่เรียกหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ให้เพียงพอและไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจข้อหา และสามารถให้การต่อสู้คดีของโจทก์ทั้งสองได้ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง สัญญากู้เป็นเพียงเครื่องมือที่จำเลยทั้งเจ็ดใช้ในการฉ้อฉลกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็มิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน หากแต่เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบที่จะนำข้อตกลงในสัญญากู้มาอ้างว่าโจทก์ทั้งสองอาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนท้ายได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งตอนต้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยนำเงินยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยกำหนดนโยบายสั่งให้จังหวัดต่างๆ รวมทั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการและเงินยืมดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ไปดำเนินการให้ยืมเงินไม่มีดอกเบี้ยแก่โรงสีหรือผู้ซื้อข้าวรายย่อยไปรับซื้อข้าวจากชาวนาให้สูงกว่าราคาท้องตลาด เมื่อดำเนินการตามโครงการในแต่ละปีเสร็จแล้ว จังหวัดต่างๆ ต้องเรียกเงินจากผู้กู้ส่งคืนโจทก์ที่ 1 เพื่อคืนแก่กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรต่อไป โครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 โจทก์ที่ 1 กำหนดนโยบายและระเบียบแบบแผนให้ปฏิบัติว่าผู้กู้ต้องมีหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารสำหรับโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2529/2530 โจทก์ที่ 1 กำหนดนโยบายและระเบียบแบบแผนปฏิบัติว่าการที่จังหวัดหนองคายจะให้เงินยืมปลอดดอกเบี้ยแก่ผู้เข้าร่วมโครงการไม่ว่าจะเป็นโรงสี กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรหรือผู้ซื้อข้าวรายย่อยจะต้องมีหลักทรัพย์ เช่น หนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร หรือหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าวงเงินที่จังหวัดจะให้ยืม หรือพันธบัตรรัฐบาล ทั้งนี้ ให้จังหวัดหนองคายพิจารณาใช้หนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารเป็นอันดับแรก หากจะใช้หลักทรัพย์อื่นให้อยู่ในดุลพินิจของจังหวัดตรวจสอบว่า เชื่อถือได้และมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าวงเงินที่จังหวัดจะให้ยืม ให้จังหวัดระมัดระวังเรื่องหลักประกันเป็นพิเศษ อย่าให้เกิดความเสียหาย โจทก์ที่ 1 อนุมัติจัดสรรเงินทุนหมุนเวียนให้โจทก์ที่ 2 รับไปดำเนินการตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2530 เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 2 เป็นปลัดจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 3 เป็นนายอำเภอเมืองหนองคาย จำเลยที่ 4 เป็นจ่าจังหวัดหนองคาย มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการให้เอกชนกู้ยืมเงินตามโครงการดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบ้านม่วง มีหน้าที่ประเมินราคาที่ดินตามราคาตลาด เพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเขตอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ได้ปฏิบัติหน้าที่ในโครงการดังกล่าวและร่วมกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2529 จำเลยที่ 1 ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนตามโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 เป็นเงินจำนวน 3,500,000 บาท ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2529 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2529 จำเลยที่ 1 ให้ห้างหุ้นส่วน จำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้เงินทุนหมุนเวียนโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2528/2529 เป็นเงินจำนวน 3,500,000 บาท ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2530 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2530 จำเลยที่ 1 ให้หุ้นส่วนจำกัด ภูพานพัฒนกิจไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้เงินทุนหมุนเวียนโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิตปี 2529/2530 เป็นเงินจำนวน 8,000,000 บาท การกู้ยืมเงินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 2 นั้น จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้ขอเข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตดังกล่าวและขอกู้เงินปลอดดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 2 ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดภูพานพัฒนกิจไทย และร่วมกันให้จำเลยที่ 7 หุ้นส่วนห้างหุ้นส่วน จำกัด ภูพานพัฒนกิจไทยเป็นผู้ค้ำประกันโดยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตั้งอยู่ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน 62 แปลง มาให้โจทก์ที่ 2 ยึดไว้เป็นหลักประกัน จำเลยที่ 7 แจ้งต่อโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินตามราคาท้องตลาดเพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไร่ละ 160,000 บาท อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเพียงไร่ละ 16,000 บาท หลักทรัพย์ดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ ไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินจากโจทก์ที่ 2 ได้ จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบ้านม่วง มีหน้าที่ประเมินราคาที่ดินตามราคาตลาดเพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเขตอำเภอบ้านม่วง ได้ประเมินราคาที่ดินดังกล่าวสูงกว่าความเป็นจริงมาก จำเลยที่ 1 มิได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวนำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาเป็นหลักประกัน กลับยอมให้ผู้กู้ใช้หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นหลักประกันเป็นการขัดต่อระเบียบแบบแผน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง