คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 8437/2538
หลักกฎหมาย
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกำหนดราคาเบื้องต้นและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์จำนวน 1,797,750บาท ไม่เป็นธรรม เพราะโจทก์รับซื้อฝากมาราคา4,287,500 บาท เงินค่าทดแทนจำนวนดังกล่าวเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลยกำหนดราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินในการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้กล่าวอ้างว่าจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ด้วยแล้ว ซึ่งศาลก็ได้กำหนดเป็นประเด็นในคดีว่าจำเลยกำหนดค่าทดแทนเป็นธรรมหรือไม่ แต่เนื่องจากไม่ปรากฏราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืน ศาลล่างทั้งสองจึงกำหนดเงินค่าทดแทนตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทำนองเดียวกับที่คณะกรรมการฯใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนเพียงแต่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพียง 50 เปอร์เซนต์ของราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไม่เป็นธรรม จึงได้กำหนดให้เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 1,200 บาท ซึ่งไม่สูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของที่พิพาท เหตุและวัตถุประสงค์ในการเวนคืนแล้วเป็นการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ชอบด้วยมาตรา 21 แล้วศาลล่างทั้งสองหาได้พิพากษานอกประเด็นหรือแก้ไขหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาทั้งตามมาตรา 25 และ 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ก็บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืนฯ และให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์ได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยต้องชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาล โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนี้ในเวลาที่ต่างกันอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 26 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราคงที่เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจึงไม่ถูกต้อง
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 142พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 22พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 25พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 83616, 83617 และ 83618 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน97 ตารางวา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2531 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ประกาศใช้บังคับโดยกำหนดให้จำเลยซึ่งมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนและเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 เมษายน2534 เจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน 1,797,750 บาท โจทก์เห็นว่า เงินค่าทดแทนจำนวนดังกล่าวเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เพราะเจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลยกำหนดราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินในการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 นอกจากนี้ การกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์จะต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินในขณะที่โจทก์ได้ที่ดินนั้นมา ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพราะโจทก์ได้ที่ดินทั้งสามแปลงมาโดยมิได้ใช้อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ หรือทำประโยชน์ในที่ดินนั้นอย่างแท้จริง และได้มีการเวนคืนที่ดินนั้นภายในห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ที่ดินมาโดยการรับซื้อฝากเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2529ราคา 4,287,500 บาท ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2534 จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าทดแทนให้โจทก์อีกเป็นเงิน 2,489,750 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มเติมคือวันที่ 19 สิงหาคม 2534 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน เป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 233,414.06 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,723,164.06 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน2,723,164.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 2,489,750 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จะนำเอาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 22มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะสภาพที่ดินของโจทก์มีการทำประโยชน์โดยขุดหน้าดินขายภายหลังจากที่พ้นกำหนดเวลาไถ่ที่ดินของเจ้าของเดิมและขุดลึกกว่า 2 เมตร ราคาที่ดินที่ขายฝากคือสินไถ่มิใช่ราคาซื้อขายกันตามปกติในขณะที่พระราชกฤษฎีกาออกใช้บังคับราคาตามสัญญาขายฝากทำขึ้นโดยสมยอมกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อบังคับใช้ค่าทดแทนราคาที่เป็นสินไถ่ดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,078,650 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 83616, 83617 และ 83618เนื้อที่รวม 5 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา โดยนายจำลอง มะณีสุทธิ์ได้ทำหนังสือสัญญาขายฝากและจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ให้แก่โจทก์ในราคา 4,728,500 บาทเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2529 มีกำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี ครั้นวันที่23 พฤษภาคม 2531 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครโดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว คณะกรรมการฯ ได้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531-2534 ซึ่งกำหนดไว้ราคาตารางวาละ 1,500 บาท แต่เนื่องจากสภาพที่ดินของโจทก์เป็นบ่อจึงกำหนดให้เพียง 50 เปอร์เซนต์ เป็นเงิน 1,797,750 บาทโจทก์ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มและรับเงิน 1,797,750 บาท ไปจากจำเลยแล้ว พ้นกำหนด60 วันแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้น โจทก์จึงฟ้องคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด เห็นว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง