ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 8482/2563

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 กรรมการคนหนึ่งของบริษัท ช. ลงลายมือชื่อในรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) โดยระบุชื่อโจทก์เป็นกรรมการที่ออกจากตำแหน่ง เป็นการลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ 1 เอง มิได้เป็นการปลอมลายมือชื่อผู้อื่นในเอกสารและไม่ใช่การเพิ่มเติมข้อความในเอกสารที่แท้จริง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารปลอม แม้ไม่มีตราประทับของบริษัท ช. ก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำในนามของบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 137, 264, 265, 266, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 10, 11, 16, 17, 27, 28, 42, 47 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด กรรมการคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการผูกพันบริษัทได้ โจทก์ถือหุ้น 8,000 หุ้น จำเลยที่ 1 ถือหุ้น 1,000 หุ้น และนางสาวทิพสุคนธ์ถือหุ้น 1,000 หุ้น บริษัทจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการร้านขายสินค้าสะดวกซื้อหรือร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ โดยรับสินค้าของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มาจำหน่าย ในการควบคุมสินค้าและการเงินการบัญชีของร้าน บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ควบคุม เมื่อเดือนมกราคม 2559 เกิดปัญหาเงินในบัญชีของร้านหายไป 50,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วงที่โจทก์บริหารงาน จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เรียกโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์มาเจรจาและได้มีการชำระเงินคืนส่วนที่หายไป ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เรียกโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์มาเจรจาอีกครั้งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเกี่ยวกับเรื่องการบริหารร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ที่บริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด รับโอนกิจการมาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังจากวันดังกล่าวโจทก์ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด อีก ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 จ้างบริษัทพี เอ็น แอ๊คเคาน์ ซิสเต็ม แอนด์ คอนเซาน์ จำกัด ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้าง ดำเนินการยื่นเอกสารต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดกระบี่ ขอจดทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยอ้างรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ว่ามีมติให้โจทก์ออกจากกรรมการ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าไม่มีการประชุมกันจริงและไม่มีการส่งคำบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้บริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการออก 1 คน คือ โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัท มีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจ และมีจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ในการยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทในสำเนาคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด สำเนาคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด สำเนารายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือเรื่องส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยอ้างการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือ นางสาวทิพสุคนธ์ถือหุ้น 1,000 หุ้น นางสาวปัญจณัฐฎา ซึ่งเป็นบุตรสาวของโจทก์ถือหุ้น 1,000 หุ้น และจำเลยที่ 1 ถือหุ้น 8,000 หุ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) และใช้เอกสารปลอมดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด ลงลายมือชื่อในรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) โดยระบุชื่อโจทก์เป็นกรรมการที่ออกจากตำแหน่งนั้น เป็นการลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ 1 เอง มิได้เป็นการปลอมลายมือชื่อผู้อื่นในเอกสารและไม่ใช่การเพิ่มเติมข้อความในเอกสารที่แท้จริง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารปลอม แม้ไม่มีตราประทับของบริษัทก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำในนามของบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8482/2563 · ทนอย Thanoy