คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 851/2544
หลักกฎหมาย
แผ่นพับโฆษณาของจำเลยระบุว่าเริ่มก่อสร้างบ้านเดือนกันยายน2537 จะแล้วเสร็จปลายปี 2539 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้พบแผ่นพับโฆษณาดังกล่าว ได้พิจารณารูปแบบบ้าน ทำเลที่ดินและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้และใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจที่จะซื้อจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องก่อสร้างบ้านให้เสร็จภายในวันดังกล่าว เมื่อมิได้ก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 และได้ทำหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่าจะก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 แต่จำเลยก็ไม่เสร็จตามที่ขอขยายเวลาออกไป โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ชำระหนี้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตอบแทนโจทก์จึงไม่ผิดสัญญา การที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้ก่อสร้างบ้านเสร็จเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยขอขยายการก่อสร้างออกไป จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่โจทก์นำสืบแผ่นพับโฆษณาเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินของจำเลยที่กำหนดเวลาเริ่มก่อสร้างไว้และกำหนดเวลาแล้วเสร็จเพื่อจะอธิบายให้เห็นชัดในสัญญาจะซื้อจะขายว่ากำหนดเวลาสร้างแล้วเสร็จจะเป็นวันเวลาใด มิใช่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 57 ตารางวาให้แก่โจทก์ในราคา 2,149,000 บาท โจทก์ต้องชำระมัดจำให้แก่จำเลยเป็นเงิน 330,000 บาท โดยชำระในวันจองวันที่ 22 มิถุนายน 2538เป็นเงิน 30,000 บาท และชำระในวันทำสัญญาเป็นเงิน 50,700 บาทส่วนที่เหลือ 249,300 บาท แบ่งชำระเป็นงวด ๆ รวม 15 งวด ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือจำนวน 1,819,000 บาท จะชำระในวันที่ 30กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระเงินให้แก่จำเลยในวันจองเป็นเงิน 30,000 บาท ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 50,700 บาท ผ่อนชำระค่างวดตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 เป็นเงิน166,200 บาท รวมเป็นเงิน 246,900 บาท แต่จำเลยผิดสัญญาไม่เริ่มทำการปลูกสร้างบ้าน โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยมีหนังสือยืนยันว่าจะทำการก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โจทก์จึงชำระเงินมัดจำงวดที่ 11 ถึงงวดที่ 14 ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 39,600 บาท แต่จำเลยไม่ทำการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่ให้สัญญาไว้ถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยชำระเงินที่ได้รับไว้ทั้งหมดคืนแก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 286,500 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันรับเงินไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยรับรองหรือสัญญาว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2539 โจทก์ทราบเงื่อนไขทุกประการก่อนตกลงซื้อว่าจำเลยยังมิได้ทำการก่อสร้างบ้าน เมื่อปลูกสร้างบ้านเสร็จจำเลยจึงจะแจ้งให้โจทก์ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ผิดนัดไม่ชำระเงินตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 11 ถึงงวดที่ 14 และยังคงค้างชำระเงินในงวดที่ 15เป็นเงิน 43,500 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2539โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเงินใด ๆจากจำเลยทั้งสิ้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 318,427 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 286,500 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินกันนั้น จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจัดสรรที่ดินทำการโฆษณาขายบ้านพร้อมที่ดินโครงการบ้านธารารินทร์รังสิตตามเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่าจำเลยกำหนดเริ่มก่อสร้างเดือนกันยายน2537 จะแล้วเสร็จปลายปี 2539 ในวันที่ 22 มิถุนายน 2538 โจทก์จึงทำสัญญาจองบ้านพร้อมที่ดินกับจำเลยโดยชำระเงินในวันจองจำนวน30,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2538จำเลยจึงทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินในโครงการดังกล่าวแบบธาราวรรณ แปลงหมายเลขที่ 507 เนื้อที่ 57 ตารางวา กับโจทก์ในราคา 2,149,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาอีก50,700 บาท เงินมัดจำส่วนที่เหลือ 249,300 บาท แบ่งชำระเป็นงวดเดือนรวม 15 เดือน ส่วนราคาที่เหลืออีก 1,819,000 บาท โจทก์จะชำระให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน ซึ่งโจทก์ชำระค่างวดให้แก่จำเลยตลอดมาตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 เป็นเงิน166,200 บาท รวมชำระแล้วเป็นเงิน 246,900 บาท ตามเอกสารหมายจ.8 ถึง จ.19 ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้ปฏิบัติตามสัญญาโดยทำการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 และของงดชำระค่างวดที่ 11 ถึงงวดที่ 15ไว้ก่อนตามเอกสารหมาย จ.20 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 วันที่ 2กันยายน 2539 วันที่ 1 ตุลาคม 2539 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539โจทก์นำเงินค่างวดไปชำระให้แก่จำเลยรวม 4 งวด เป็นเงิน 39,600 บาทตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.25 รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสิ้น286,500 บาท ครั้นวันที่ 26 มีนาคม 2540 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.26 ถึง จ.28 แต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2539ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยสั่งเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้านตามเอกสารหมาย ล.1 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ว่าก่อสร้างบ้านให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอนัดโจทก์ไปตรวจรับสภาพบ้านตามเอกสารหมาย ล.7 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.4จะมิได้กำหนดวันเวลาที่จะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใดก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยโจทก์จะต้องชำระเงินเป็นงวดรายเดือนรวม 15 เดือน นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 ส่วนจำเลยก็ต้องก่อสร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง