คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 852/2551
หลักกฎหมาย
พยานโจทก์มีรายงานการตรวจพิสูจน์ของพันตำรวจโท ว. ว่า ของกลางจัดเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมาย แห่ง พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ แม้จะได้ความต่อไปตามรายงานฉบับดังกล่าวว่าของกลางดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ใช้ทำการระเบิดไม่ได้ เพราะชนวนเสื่อมสภาพ แต่ก็ถือได้ว่าของกลางเป็นลูกระเบิดตามกฎหมาย จึงต้องมีความผิดข้อหามีลูกระเบิดไว้ในครอบครอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 138, 140, 289 (2), 362, 364, 365, 368, 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 121/2540 และ 144/2540 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคท้าย, 362, 364, 365, 365 (1) (2) (3), 371, 392, 83, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72, 72 ทวิ, 78 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนจำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีวัตถุระเบิดนอกจากที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 6 เดือน และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 7 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 392, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72, 72 ทวิ, 78 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีวัตถุระเบิด นอกจากที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 121/2540 และ 144/2540 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 2 ปี 13 เดือน ริบของกลาง โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 และมาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 100 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาอื่น กับยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ ริบเครื่องกระสุนปืนและลูกระเบิดของกลางคืนมีดปลายแหลมของกลางให้แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ขณะที่นายสำเริงกับนายจริญหรือกุ้งและพวกร่วมกันดื่มสุราที่บริเวณบ่อน้ำร้อนในที่เกิดเหตุ นายยุทธนาหรือหมึกกับนายโอมและพวกซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 2 เข้าไปที่กลุ่มของนายสำเริงดังกล่าวแล้วนายยุทธนานำลูกระเบิดของกลางจากกระเป๋าสะพายของนายโอมออกมาขู่เข็ญนายสำเริงกับนายจริญ ทั้งยังใช้เท้าถีบใบหน้านายจริญอีกด้วย เป็นเหตุให้นายสำเริงกับนายจริญเกิดความกลัวและความตกใจ ขณะนั้นนายยุทธนาพกพาอาวุธปืนสั้นติดตัวมาด้วย นายสำเริงกลับบ้านไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นายภิรมย์หรือถอกบิดาของตนฟัง นายภิรมย์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปแจ้งเหตุแก่สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเบตงขณะอยู่ที่ที่พักสายตรวจบ่อน้ำร้อนใกล้กับที่เกิดเหตุ หลังจากสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์รับแจ้งเหตุแล้วเดินทางไปยังบริเวณบ่อน้ำร้อนที่เกิดเหตุแต่พบคนในกลุ่มของนายยุทธนากำลังดื่มสุรากันที่บริเวณร้านค้าของนายนกเขาจึงเข้าตรวจค้น พบกระสุนปืนลูกซองของกลาง 4 นัด ที่ตัวนายสุนทรหรือถั่วแระ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ควบคุมในกลุ่มของนายยุทธนาซึ่งรวมทั้งนายสุนทรไปที่ที่พักสายตรวจบ่อน้ำร้อน ขณะนั้นนายจริญขับรถจักรยานยนต์มีนายสำเริงนั่งซ้อนท้ายไปที่ที่พักสายตรวจบ่อน้ำร้อนด้วย ต่อมาสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์วิทยุขอรถสายตรวจแต่ติดต่อไม่ได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง