คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 8545/2555
หลักกฎหมาย
เหตุเกิดขึ้นระหว่างตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองถูกจับกุมในท้องที่อำเภอสิเกา จึงเป็นกรณีเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์กระทำในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิเกา ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับจำเลยทั้งสองได้ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้าง และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์คือน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วม โดยจำเลยทั้งสองเอาน้ำผสมลงในน้ำมันปาล์ม ทำให้ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดระหว่างเส้นทางตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยเข้าใจได้แล้วว่าเหตุลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์เกิดขึ้นระหว่างเส้นทางจากตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ถึงเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางดังกล่าว ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมจากอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ไปส่งแก่ลูกค้าที่เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยทั้งสองครอบครองน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมขณะเดินทางเป็นเพียงการครอบครองแทนโจทก์ร่วมไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น การครอบครองน้ำมันปาล์มโดยแท้จริงยังอยู่ที่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยทั้งสองเอาน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมไป จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 358, 83 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 134,988 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาบริษัทตรังน้ำมันปาล์ม จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 358 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 134,988 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 2835 ตรัง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 2836 ตรัง บรรทุกน้ำมันปาล์มจากบริษัทโจทก์ร่วมที่จังหวัดตรังไปส่งให้แก่บริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อถ่ายน้ำมันปาล์มบางส่วนลงในบ่อน้ำมันของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีน้ำปนอยู่ในน้ำมันปาล์ม บริษัทผู้ซื้อจึงสั่งให้ระงับการถ่ายน้ำมันปาล์มและแจ้งให้โจทก์ร่วมทราบว่าน้ำมันปาล์มที่ส่งมามีน้ำปนอยู่ ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองขับรถยนต์บรรทุกกับรถพ่วงดังกล่าวกลับมาที่บริษัทโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมตรวจพบว่าน้ำมันปาล์มสูญหายไปส่วนหนึ่งกับมีน้ำปนอยู่ในน้ำมันปาล์มบางส่วน โจทก์ร่วมจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและทำให้เสียทรัพย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามสำเนาหนังสือของบริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ลงวันที่ 31 มกราคม 2540 ว่า บริษัทดังกล่าวได้เชิญเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะจำนวน 2 คน ไปร่วมตรวจสอบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 2835 ตรัง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 2836 ตรัง ที่บรรทุกน้ำมันปาล์มว่ามีน้ำเจือปนในน้ำมันปาล์มที่โจทก์ร่วมส่งให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีน้ำเจือปนกับน้ำมันปาล์มในรถพ่วงดังกล่าว โดยบริษัทดังกล่าวกับเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองยินดีชี้แจงรายละเอียดตามที่โจทก์ร่วมต้องการเพื่อที่จะได้ขจัดขบวนการทุจริตของคนขับรถของบริษัทโจทก์ร่วมให้บรรลุผล การที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะจำนวน 2 คน ซึ่งไปร่วมตรวจสอบด้วยดังกล่าวจึงเพียงไปเป็นพยานให้บริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ผู้ซื้อว่าโจทก์ร่วมส่งสินค้าให้ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายหรือไม่เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองคนนั้นได้เข้าทำการสอบสวนความผิดในคดีนี้ ทั้งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า เหตุคดีนี้เกิดระหว่างเส้นทางตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน กับปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ว่าจำเลยทั้งสอง ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในท้องที่อำเภอสิเกา จึงเป็นกรณีที่เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ได้กระทำในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิเกาซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับจำเลยทั้งสองได้ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก) โจทก์ร่วมชอบที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิเกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมทำให้จำเลยที่ 2 หลงต่อสู้ เนื่องจากโจทก์อ้างว่าความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำเป็นเหตุต่อเนื่องกันจากอำเภอสิเกากับ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง