คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 8599/2542
หลักกฎหมาย
ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องเรียกตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการมาไต่สวนก่อนมีคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีโดยไม่มีการนำสืบตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการชอบแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการถือว่าเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี เป็นแต่หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดแล้ว ยังไม่อาจที่จะบังคับได้จนกว่าจะได้มีการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมีคำพิพากษาตามหรือปฏิเสธคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว จึงต้องห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทจะมีมากน้อยเพียงใดเว้นแต่การอุทธรณ์จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มาตรา 26(1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ได้ การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่าอนุญาโตตุลาการกระทำการไม่สุจริตและผู้ร้องใช้กลฉ้อฉล คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบเป็นการอุทธรณ์ตามมาตรา 26(1) จึงอุทธรณ์ได้ แม้การซื้อขายที่มีราคาเกินกว่า 500 บาท มิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิดเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ดังที่ผู้คัดค้านฎีกา แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านได้เกิดขึ้นแล้วโดยชอบ เพียงแต่จะฟ้องร้องบังคับกันได้หรือไม่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้คำคัดค้านของผู้คัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการก็มิได้ยกข้ออ้างที่ว่าการตกลงซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้คัดค้านไว้เป็นสำคัญไว้เป็นสำคัญที่ผู้ร้องไม่อาจยกขึ้นบังคับดังกล่าวแต่อย่างใด การที่อนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยความผูกพันระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเฉพาะเรื่องความรับผิดในการที่ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง จึงชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยที่ผู้คัดค้านก็ยอมรับในคำคัดค้านของตนว่าจะยอมผูกพันตามคำสั่งกระบวนพิจารณาและกฎระเบียบของข้อบังคับอนุญาโตตุลาการจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่จะใช้บังคับผู้คัดค้านต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งมานั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ที่บัญญัติไว้โดยชอบแล้ว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่มีส่วนใดขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังเช่นที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวข้างต้นจำนวน 1,194,601 ดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.05 บาท เป็นเงิน 29,924,755.05 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จและค่าอากรแสตมป์ที่ผู้ร้องชำระแทนไป 15,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นเงิน29,924,755.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม2536 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านชำระค่าอากรแสตมป์ปิดตามคำชี้ขาดตามประมวลรัษฎากรที่โจทก์ชำระไปแทนเป็นเงิน 15,530 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า"มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใด ๆ เกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าคำชี้ขาดใดไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้น หรือเป็นคำชี้ขาดที่เกิดจากการกระทำ หรือวิธีการอันมิชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมิได้อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือคำขอของคู่กรณี ให้ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้น" เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลทำการตรวจสอบหรือรื้อฟื้นทบทวนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อนที่ศาลชั้นต้นจะทำการบังคับตามคำชี้ขาดให้ผู้ร้องด้วยวิธีไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 วรรคสอง ว่า"เมื่อศาลได้รับคำร้องขอตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้รีบทำการไต่สวนและมีคำพิพากษาโดยด่วน ทั้งนี้ต้องให้คู่ความกรณีฝ่ายที่จะถูกบังคับมีโอกาสคัดค้านก่อน" ดังนั้นเมื่อฝ่ายที่จะถูกบังคับได้คัดค้านแล้ว ศาลต้องทำการไต่สวนเพื่อให้กระจ่างว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้นหรือไม่คำชี้ขาดเกิดจากการกระทำหรือวิธีการอันชอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ คำชี้ขาดอยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือคำขอของคู่กรณีหรือไม่ กรณีจึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการผู้ทำคำชี้ขาดนั้น เห็นว่า ที่คู่กรณีต้องการระงับข้อพิพาททางแพ่งกันโดยทางอนุญาโตตุลาการนอกศาลนั้นก็ด้วยต่างพึงเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะได้รับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างกันได้โดยสะดวกรวดเร็ว ไม่สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี เพียงแต่ไม่มีสภาพบังคับเท่านั้น ดังนั้นหากคู่กรณีฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจึงต้องร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อนจึงบังคับให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามได้ ทั้งนี้ก็ด้วยกฎหมายมีวัตถุประสงค์ให้ศาลได้ทบทวนกระบวนการพิจารณาและคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหาสาเหตุที่คู่กรณีอีกฝ่ายที่ไม่ยอมปฏิบัติตาม ทั้ง ๆ ที่ต่างฝ่ายตกลงกันยอมให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างกันแล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งการที่ศาลต้องทบทวนหาสาเหตุดังกล่าวก็คือการที่ต้องพิจารณาว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายที่จะบังคับแก่ข้อพิพาทหรือไม่ หรือเป็นคำชี้ขาดที่เกิดจากการกระทำหรือวิธีการอันมิชอบอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ หรือเป็นคำชี้ขาดมิได้อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือคำขอของคู่กรณีหรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ดังที่ผู้คัดค้านฎีกานั่นเอง ดังนั้นการที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 23 วรรคสอง บังคับให้ศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำพิพากษาตามหรือปฏิเสธคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ก็เพื่อที่จะให้รับฟังข้ออ้างหรือข้อเถียงของแต่ละฝ่ายเป็นที่ชัดแจ้งก่อน จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่จะต้องเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล โดยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบตามข้ออ้างหรือข้อเถียงของฝ่ายตนเพื่อให้ศาลได้รับฟังวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างอ้างระบุพยานมีชื่อผู้เป็นอนุญาโตตุลาการเป็นพยานฝ่ายตน แต่กลับไม่มีฝ่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง