ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 8640/2542

หลักกฎหมาย

++ เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ เลตเตอร์ออฟเครดิต ++ ++ ซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำการเป็นตัวแทนของธนาคาร ซ. โจทก์จึงต้องฟ้องเรียกเงินที่จ่ายทดรองไปคืนจากธนาคารนั้นตามหลักเรื่องตัวการตัวแทนขึ้นต่อสู้ในคำให้การไว้ ดังนี้ข้อเท็จจริงที่จำเลยอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยนำเลตเตอร์ออฟเครดิตและเอกสารต่าง ๆ ตามที่เลตเตอร์ออฟเครดิตกำหนดไว้พร้อมทั้งตั๋วแลกเงินมามอบให้โจทก์เรียกเก็บค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแทนจำเลยและขอรับเงินค่าสินค้าไปจากโจทก์ก่อน โดยโจทก์ไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บเงินและไม่ได้หักส่วนลดเงินจำนวนที่นำเข้าบัญชีกระแสรายวันให้แก่จำเลยตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน โจทก์หักเพียงค่าอากรแสตมป์และค่าไปรษณียากรเท่านั้น ดังนั้น ตั๋วแลกเงินจึงเป็นเพียงเอกสารที่ใช้ประกอบการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารตัวแทนผู้ซื้อในต่างประเทศ กรณีจึงเป็นเรื่องที่พิพาทกันเกี่ยวกับเงินค่าสินค้าจำนวนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งโจทก์ได้จ่ายทดรองให้แก่จำเลยไปก่อน แม้โจทก์เป็นผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินและโจทก์เป็นผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินดังกล่าวก็ตาม ข้อความและการสลักหลังดังกล่าวเป็นเพียงระเบียบและวิธีการปฏิบัติตามประเพณีการค้าระหว่างประเทศในการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตในต่างประเทศเท่านั้น การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยผู้ส่งสินค้า โจทก์จึงไม่เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินตามกฎหมาย การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยไปก่อนและกฎหมายมิได้กำหนดอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ อายุความฟ้องร้องจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม หรือมาตรา 193/30 ใหม่ โจทก์ได้แจ้งเหตุขัดข้องที่รับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ได้เพื่อให้จำเลยดำเนินการแก้ไขความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแล้ว การกระทำของโจทก์จึงมิได้ปฏิบัติผิดหน้าที่อย่างร้ายแรง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นลูกค้าของธนาคาร โจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับโอนสิทธิการส่งสินค้าเสื้อผ้าสตรีออกไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศจากบริษัท จี.เปรมจี จำกัด เป็นมูลค่าจำนวน ๒๐,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ ๔๑๕๖๕ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้ธนาคารซูมิโตโมแห่งแคลิฟอร์เนีย ส่วนกิจการธนาคาระหว่างประเทศในซานฟรานซิสโก(Tne Sumitomo Bank of California, San Francisco InternationalBanking Division) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตมายังโจทก์จ่ายเงินจำนวน ๒๐,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์เมื่อเห็นตั๋วแลกเงิน ต่อมาวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ นำตั๋วแลกเงินฉบับดังกล่าวพร้อมเอกสารการส่งสินค้ามามอบให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ส่งไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารดังกล่าวโดยจำเลยที่ ๑ ขอรับเงินตามตั๋วแลกเงินจากโจทก์ไปก่อน โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยที่ ๑ ไปจำนวน ๒๐,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๘ เท่ากับ ๒๗.๕๑ บาท ต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน๕๖๓,๙๕๕ บาท ซึ่งโจทก์ได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คงเหลือจ่ายให้จำเลยที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๕๖๓,๘๓๒ บาท โดยโจทก์โอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีกระแสรายวันเลขที่๑๑๘-๓๑๖๒๕๔๒ ของจำเลยที่ ๑ ที่ธนาคารโจทก์ สาขาสีลม หลังจากนั้นโจทก์ส่งตั๋วแลกเงินพร้อมเอกสารการส่งสินค้าไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารซูมิโตโมดังกล่าวแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยแจ้งว่าเอกสารการส่งสินค้าและสินค้าไม่ถูกต้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้คืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน ๕๖๓,๙๕๕ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินให้จำเลยที่ ๑ ไปเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๘ จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน ๔๒๓,๐๘๒.๑๓ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน๙๘๗,๐๓๗.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน๕๖๓,๙๕๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินในฐานะผู้รับเงิน มิใช่ผู้เรียกเก็บเงินแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่ายภายในกำหนดเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ลงในตั๋วแลกเงินคือวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๒๘ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่ทำคำคัดค้านตามกฎหมายจึงเสียสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่าย โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบมาก่อนว่าธนาคารซูมิโตโมแห่งแคลิฟอร์เนีย ส่วนกิจการธนาคารระหว่างประเทศในซานฟรานซิสโกได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองเพิ่งทราบตามหนังสือทวงถาม ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบการค้ากระทำผิดหน้าที่อย่างร้ายแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้นเอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่ได้คืนเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองมอบให้เพื่อให้มีการคืนสินค้าที่จำเลยส่งไปขายให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน๙๘๗,๐๓๗.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๕๖๓,๙๕๕บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๖๓,๙๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ เมษายน๒๕๓๓ จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๕ วรรคสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้จำเลยที่ ๑ ไปก่อน แล้วโจทก์ส่งตั๋วแลกเงินที่ธนาคารซูมิโตโมแห่งแคลิฟอร์เนีย ส่วนกิจการธนาคารระหว่างประเทศในซานฟรานซิสโกมีภาระผูกพันต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารดังกล่าว เป็นการกระทำการเป็นตัวแทนของธนาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้รับเงินที่ออกทดรองจ่ายไปคืนโจทก์ต้องเรียกร้องเงินดังกล่าวเอาจากธนาคารนั้นซึ่งเป็นตัวการตามหลักในเรื่องตัวการตัวแทน มิใช่เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8640/2542 · ทนอย Thanoy