ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 8660/2547

หลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 3 จะให้การว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดได้ ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ แต่ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 3 แถลงรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จริง โดยโจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปมาให้จำเลยที่ 3 กรอกข้อความในช่องว่าง ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงเป็นอันยุติตามคำแถลงรับของจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่ต้องนำสืบในประเด็นนี้อีกเพราะจำเลยที่ 3 ยอมรับแล้ว กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเรื่องดังกล่าวมาแสดงหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงถูกต้องแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่ขับรถไปกับพนักงานขายและเป็นผู้ช่วยพนักงานขายสินค้าเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานขายและเก็บเงิน มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าที่ขายได้ส่งให้โจทก์ หากสินค้าเกิดการสูญหาย ชำรุด หรือทำให้โจทก์ไม่ได้รับค่าสินค้า หรือจำเลยที่ 1 ทุจริต จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ราคาสินค้าและความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่จำกัดจำนวน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อแรงเยอร์จากโจทก์ไป 115,600 ขวด ราคาขวดละ 7.90 บาท คิดเป็นเงิน 913,240 บาท กับยืมเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนธันวาคม 2544 ไป 16,000 บาท ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2544 โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าดังกล่าวไป 22,700 ขวด เก็บเงินได้ 179,330 บาท แถมให้ลูกค้าและแลกฝาไป 6,400 ขวด ซึ่วจะต้องเหลือสินค้า 86,500 ขวด แต่โจทก์ตรวจนับสินค้าคงเหลือได้เพียง 66,949 ขวด สูญหายไป 19,551 ขวด คิดเป็นเงิน 154,452.90 บาท และจำเลยที่ 1 ส่งเงินค่าขายสินค้าให้โจทก์เพียง 127,980 บาท ยังขาดอยู่ 51,350 บาท กับจำเลยที่ 1 ไม่ส่งเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนธันวาคม 2544 จำนวน 16,000 บาท คืนให้โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการประพฤติผิดสัญญาจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายรวม 221,802.90 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยจึงต้องนำคดีมาฟ้อง โดยขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไป เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,715.76 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 242,518.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 211,802.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เฉพาะในตำแหน่งพนักงานขับรถ โจทก์เลื่อนตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จะถือว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขายด้วยไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อไว้ มีแต่นายสุทธิพงษ์ เวศย์วรุตม์ ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนนายจ้างไว้แต่เพียงเดียว นายสินธุ์ เวศย์วรุตม์ ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อด้วย และไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้ปิดอาการแสตป์ตามกฎหมาย จึงเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์โจทก์จึงไม่อาจนำมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์บรรยายฟ้องไม่ชัดแจ้งใช้ถ้อยคำคลุมเครือ จำเลยที่ 3 อ่านแล้วไม่เข้าใจ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2544 ในขณะที่จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นพนักงานขับรถไม่ได้เป็นผู้ช่วยพนักงานขายตามที่โจทก์อ้าง หลังจากนั้นเพียง 6 วัน โจทก์เลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาปิดบังข้อเท็จจริง ทำให้จำเลยที่ 3 เสียเปรียบ หากจำเลยที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายซึ่งจะต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายของสินค้า จำเลยที่ 3 ก็จะไม่เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ขอให้พิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว กับโจทก์และจำเลยที่ 3 แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เริ่มเข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขับรถตามสัญญาจ้างทดลองงานเอกสารท้ายฟ้อง ต่อมาโจทก์แต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขาย จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ไม่ได้กำหนดวงเงินที่จะต้องรับผิดและไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โดยโจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์จัดทำขึ้นมาให้จำเลยที่ 3 เขียนกรอกข้อความลงในช่องว่างตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของลูกจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 และสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่มีข้อความระบุถึงตำแหน่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2547 · ทนอย Thanoy