ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 8688/2544

หลักกฎหมาย

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ เพราะจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้ว และอยู่ระหว่างส่งสำเนาให้โจทก์แก้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งจำหน่ายคดีโดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ แต่คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งเรื่องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. ผู้ล่อซื้อโดยมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ผู้ล่อซื้อแล้ว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า " จำหน่าย " หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เป็นที่เห็นได้ว่า แม้เป็นการแจกหรือให้ซึ่งไม่มีค่าตอบแทน ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ล่อซื้อได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกันจากฝ่ายจำเลยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ชำระราคาและตรวจนับเมทแอมเฟตามีนของกลางก่อน ก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) สำเร็จ โดยมิพักต้องวินิจฉัยในแง่กฎหมายแพ่ง ปัญหาว่าการกระทำความผิดใดจะเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด เป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ลงโทษได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่สมควร วางบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง จำเลยที่ 3 ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดและระหว่างถูก คุมขังในเรือนจำจำเลยที่ 3 รู้ตัวว่าใกล้จะตายได้วานผู้มีชื่อเขียนจดหมายถึงจำเลยที่ 1 ขอโทษที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย และรับว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดเพียงคนเดียว แต่คดีในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำเบิกความของจำเลยที่ 3 มาเป็นพยานหลักฐานประกอบและแม้จำเลยที่ 3 จะเขียนจดหมายมีข้อความดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ก็ไม่มีผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบต่อศาลได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ ๔๐ ปี จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๓ กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี ๘ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๒๐ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับ จำเลยที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๔๐ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ เสียจากสารบบความเพราะจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ แล้ว และอยู่ระหว่างส่งสำเนาให้โจทก์แก้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งจำหน่ายคดีโดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ จากสารบบความเสีย แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งเรื่องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดย ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) จึงให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ เสียจากสารบบความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ? เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวนถึง ๖,๘๐๐ เม็ด เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายที่มีโทษสูง ผู้กระทำความผิดย่อมต้องปกปิดเป็นความลับ ถ้าจำเลยที่ ๑ มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำ ความผิดก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้กระทำความผิดจะกล้าให้จำเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางมารู้เห็นด้วย ในชั้นจับกุมจำเลยที่ ๑ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ ๑ ก็ให้การรับสารภาพโดยมีรายละเอียดว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๘ นาฬิกา จำเลยที่ ๓ ซึ่งขับรถโดยสารสายเดียวกับจำเลยที่ ๑ มาบอกให้หาเมทแอมเฟตามีน เพราะมีผู้ติดต่อ ขอซื้อชื่อเฮียสมศักดิ์ให้ราคาดี จำเลยที่ ๑ ไปติดต่อกับนายประดิษฐ์ได้เมทแอมเฟตามีนมา ๗ ถุง แล้วร่วมกับจำเลยที่ ๓ นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่สำนักงานขนส่งจังหวัดราชบุรีแต่ผู้ซื้อให้หามาอีก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงกลับไปหานายประดิษฐ์ให้หาเมทแอมเฟตามีนมาเพิ่ม จำเลยที่ ๓ ขับรถยนต์ไปกับนายประดิษฐ์และกลับมาพร้อมจำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยทั้งสามกับนายประดิษฐ์จึงร่วมเดินทางนำเมทแอมเฟตามีน ๓๔ ถุง ไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่สถานีบริการน้ำมันโมบิล โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ซื้อ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำถุงเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้มามอบให้แก่ผู้ซื้อ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มีร้อยตำรวจโทปฐมพร ลือเสียง (ขณะเบิกความ ยศร้อยตำรวจเอก) พนักงานสอบสวนกองกำกับการ ๒ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเบิกความรับรอง พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่ปรากฎว่าเคยรู้จักจำเลยที่ ๑ มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ ๑ ให้ต้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2544 · ทนอย Thanoy