คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 8688/2550
หลักกฎหมาย
โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนและใช้เป็นพาหนะในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยอ้างว่าเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ได้ใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ถูกจับขณะขับรถจักรยานยนต์ของกลาง และเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาที่จำเลยที่ 1 สวมใส่ พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 และพบเมทแอมเฟตามีน 82,000 เม็ด ในกระโปรงท้ายรถยนต์ของกลาง ดังนั้น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32 และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 155 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด จำเลยที่ 1 ให้การับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1), 83 สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2), 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 50 ปี ลดโทษแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 และเงินสด 107,000 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีพันตำรวจโทอดิรักษ์และดาบตำรวจศักดิ์ คงแสงชัย ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า พันตำรวจโทอดิรักษ์ กับพวกสอบถามจำเลยที่ 1 รับว่าพักอยู่ที่อาร์จีบีคอร์ตกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 พาพันตำรวจโทอดิรักษ์กับพวกไปที่ห้องพักหมายเลข 305 ก็พบจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้อง ดาบตำรวจศักดิ์ได้ค้นตู้เสื้อผ้าภายในห้องพัก ก็พบเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด และเงินสด 107,000 บาท อยู่ใกล้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเป็นของตนด้วย มีไว้เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและเงินสดนั้นได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีก่อนคดีนี้ กับจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าในวันเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจขึ้นไปที่ห้องพักของตน ขณะที่ตนอยู่ภายในห้อง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ได้นำชี้ห้องเกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่าย นำชี้ตู้เสื้อผ้าที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด และเงินสด 107,000 บาท ตามภาพถ่าย ซึ่งตามภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏว่าในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าของผู้หญิงแขวนอยู่ดังที่ดาบตำรวจศักดิ์ผู้ตรวจค้นเบิกความยืนยัน ทั้งๆ ที่ในขณะถ่ายรูปดังกล่าวนั้น ร้อยตำรวจเอกณรงค์วิช สุดกังวาน เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ขอให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกสารณรงค์วิชให้ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้นำชี้ห้องพักและตู้เสื้อผ้าที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด และเงินสด 107,000 บาท โดยไม่สมัครใจ และในหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมซึ่งทนายความของจำเลยที่ 2 แนะนำให้จัดทำขึ้นก็มิได้กล่าวถึงภาพถ่ายดังกล่าว คงกล่าวถึงแต่ภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ที่สถานีตำรวจที่เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 2 นำชี้ของกลางต่างๆ ที่วางบนโต๊ะว่า จำเลยที่ 2 ไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมชี้ เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าให้ชี้ไปก่อนมีอะไรค่อยไปคุยที่ศาล จำเลยที่ 2 จึงยอมชี้และให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่าย ในหนังสือร้องเรียนดังกล่าวมิได้กล่าวถึงตู้เสื้อผ้าซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ยอมชี้แต่พนักงานสอบสวนบอกว่าให้ชี้ไปก่อน มีอะไรไปเล่าให้ศาลฟังในภายหลัง จำเลยที่ 2 จึงชี้ แล้วเจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม และข้อแตกต่างนี้ก็มิใช่ข้อแตกต่างในรายละเอียด เพราะตู้เสื้อผ้าดังกล่าวพันตำรวจโทอดิรักษ์กับดาบตำรวจศักดิ์อ้างว่าเป็นตู้เสื้อผ้าที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน มิใช่ตู้เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป จำเลยที่ 2 ย่อมระลึกถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ดีการที่หนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไม่ได้ระบุถึงตู้เสื้อผ้าดังกล่าวจึงนับว่ามีพิรุธ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิเสธภาพถ่ายที่จำเลยที่ 2 นำชี้ตู้เสื้อผ้าดังกล่าว ว่าจำเลยที่ 2 ให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้โดยไม่สมัครใจจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 นำชี้และให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ข้อนำสืบของโจทก์ว่าพบเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ของกลางในตู้เสื้อผ้าจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพีย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง