ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 8714/2560

หลักกฎหมาย

ข้อห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 เป็นกรณีที่มีการอ้างพยานบอกเล่าต่อศาลโดยนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่านั้น คดีนี้โจทก์ร่วมมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รู้เห็นด้วยตนเองโดยตรง ถือเป็นประจักษ์พยาน แต่เบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยมิใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงเป็นกรณีนำสืบคำให้การในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์ร่วมเล่าเหตุการณ์ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้อย่างไร มิใช่การพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่า อันจะต้องห้ามมิให้รับฟัง เช่นนี้ศาลจึงสามารถรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนนั้นได้ในฐานะคำกล่าวนอกศาลที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมเพื่อหักล้างคำเบิกความในชั้นศาล

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 และริบลูกกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายภิญโญ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 16 เดือน ริบลูกกระสุนปืนของกลาง โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหลังทะลุขาหนีบข้างขวา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ พนักงานสอบสวนยึดลูกกระสุนปืนที่ใช้ยิงโจทก์ร่วม 1 ลูก เป็นของกลาง และตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุ จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำผิด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลากลางคืน โจทก์ร่วมและนางสาววาสนา ซึ่งเป็นภริยาไปเที่ยวผับที่ร้าน กทม จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2552 จึงพากันกลับ ระหว่างเดินไปที่ประตูทางออก มีคนเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมากต้องเดินเบียดเสียดกัน จำเลยซึ่งอยู่ข้างหน้าเบี่ยงตัวหลบให้ภริยาโจทก์ร่วมเดินผ่านไปก่อน โจทก์ร่วมเดินตามแต่ไปกระแทกถูกจำเลยด้านหลัง จำเลยหันมาคว้ามือโจทก์ร่วมพาไปที่โต๊ะด้านหน้าบูธดีเจ ซึ่งมีนายสมพลพี่ชายจำเลยกับพวกนั่งอยู่ นายสมพลลุกขึ้นพูดว่า อะไร อะไร แล้วชกหน้าโจทก์ร่วม พวกจำเลยอีกคนซึ่งรูปร่างผอมเข้ามาช่วยชกต่อยจนโจทก์ร่วมล้มลง แล้วจำเลยกับพวกที่รูปร่างผอมแยกตัวไปยืนหน้าห้องน้ำหญิง ส่วนนายสมพลยืนอยู่ทางด้านขวาของบูธดีเจ โจทก์ร่วมใช้ขวดโซดาขว้างใส่จำเลยซึ่งอยู่ด้านหน้าแต่ไม่ถูก จึงเอี้ยวตัวกลับมาหยิบขวดโซดาที่อยู่บริเวณเคาน์เตอร์น้ำ มีเสียงปืนดังขึ้นจากทางขวาของบูธดีเจ กระสุนปืนยิงมาถูกโจทก์ร่วมบริเวณเอวด้านหลังล้มลงกับพื้น จากนั้นประมาณ 3 ถึง 5 นาที ภริยาโจทก์ร่วมเข้ามาช่วยนำโจทก์ร่วมส่งโรงพยาบาล เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความในทำนองว่าจำเลยมิใช่คนร้ายเพราะขณะเกิดเหตุยืนอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำหญิงซึ่งเป็นคนละทางกับเสียงปืนที่ดังขึ้น อันเป็นการขัดแย้งแตกต่างจากบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหา ซึ่งโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้กล่าวหายืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม โดยมีรายละเอียดตั้งแต่โจทก์ร่วมเดินเบียดเสียดกับผู้ที่มาเที่ยวผับไปกระทบถูกจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจ เข้ามาชกต่อยโจทก์ร่วมโดยมีพวกของจำเลยช่วยทำร้าย ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเห็นจำเลยถือวัตถุสีดำคล้ายอาวุธปืนในมือจึงหมุนตัวกลับจะวิ่งหนีไปทางกลุ่มคนที่อยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันวิ่งก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมบริเวณกลางหลังทะลุขาหนีบข้างขวาล้มลง คำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2560 · ทนอย Thanoy