คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 872/2565
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงที่จะเป็นเหตุบรรเทาโทษนั้น จะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารเจ้าของบัญชีของจำเลยทั้งสองจนพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวก แม้จำเลยที่ 2 จะไม่เบิกความยอมรับถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย การเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 เช่นนั้น ไม่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุลดโทษให้จำเลยที่ 2
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 92 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 – 3051 - XXXX ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 531/2562 (ที่ถูก อ. 534/2562) ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 3051 - XXXX ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 531/2562 (ที่ถูก อ. 534/2562) ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ดาบตำรวจนพรัตน์ ให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายพฤหัส และจับกุมนายพฤหัสได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 404 เม็ด ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นายพฤหัสให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากนั้นพันตำรวจโทจำรัส ดำเนินคดีแก่นายพฤหัส นายรัชชานนท์ และจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายพฤหัสแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผูกไว้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 4812 – xxxx ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผูกไว้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 3051 – xxxx คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากนายพฤหัสถูกดาบตำรวจนพรัตน์จับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นายพฤหัสให้การเกี่ยวกับเรื่องที่สายลับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายพฤหัสไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 รวม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกนายพฤหัสให้การในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 และครั้งที่ 2 กับครั้งที่ 3 ให้การในฐานะเป็นพยานและในฐานะเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 20 กันยายน 2562 ตามบันทึกคำให้การของพยานและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งทั้งสามครั้งนายพฤหัสให้การมีใจความสอดคล้องตรงกันว่า วันเกิดเหตุสายลับโอนเงิน 10,000 บาท ให้แก่นายพฤหัสไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 จากนั้นนายพฤหัสโอนเงิน 11,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นค่าเมทแอมเฟตามีน แล้วจำเลยที่ 2 โอนเงิน 3,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 2 กลับคืนไปให้นายพฤหัสในบัญชีเดิมเพื่อเป็นค่าตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ส่วนนายรัชชานนท์ให้การ 2 ครั้ง ในฐานะเป็นพยานและในฐานะเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฟอกเงินเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 12 กันยายน 2562 ซึ่งทั้งสองครั้งนายรัชชานนท์ให้การมีใจความสอดคล้องตรงกันว่า วันเกิดเหตุมีการโอนเงิน 7,000 บาท เป็นค่าเมทแอมเฟตามีนไปยังบัญชีของนายรัชชานนท์เพื่อซุกซ่อนไว้ แล้วจำเลยที่ 2 จะไปเอาคืนในภายหลัง แต่นายรัชชานนท์ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวไปใช้จนหมดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่พอใจ สำหรับคำให้การครั้งแรกของนายพฤหัสดังกล่าวนั้นส่งผลให้นายพฤหัสถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงินในเวลาต่อมา โดยเมื่อนายพฤหัสถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน นายพฤหัสให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความว่า นายพฤหัสเกี่ยวพันเป็นพี่ชายของนายชยพล คนรักของจำเลยที่ 2 และนายรัชชานนท์เกี่ยวพันเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่านายพฤหัสและนายรัชชานนท์ มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 หากไม่เป็นความจริง อีกทั้งนายพฤหัสให้การครั้งแรกในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นเวลาหล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง