คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 8743/2542
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัท จ. และบริษัท อ. ผู้เอาประกันทั้งสองมาเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะนำค่าเสียหาย และดอกเบี้ยที่ผู้เอาประกันแต่ละรายมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง มารวมและนำมาเป็นทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องจำเลยก็ตาม แต่สิทธิ ของโจทก์มีมูลมาจากสิทธิเรียกร้องของผู้เอาประกันสองรายซึ่งแยกต่างหากจากกันได้ การคิดทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงต้องแยกพิจารณา ตามสิทธิเรียกร้องของผู้เอาประกันแต่ละรายไป หนังสือมอบอำนาจมิได้เจาะจงว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนผู้มอบอำนาจเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น ผู้รับมอบอำนาจ จึงมีอำนาจกระทำการใด ๆ ก็ได้ภายในขอบเขตที่ผู้มอบอำนาจให้ไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 และแม้โจทก์จะใช้ หนังสือมอบอำนาจกระทำการอย่างอื่นแล้วก็ตาม ก็ไม่มีกฎหมายใด ห้ามมิให้นำมาใช้ฟ้องคดีนี้อีก
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์รัฐนิวแฮมพ์เชอร์ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ตั้งสำนักงานประกอบธุรกิจรับประกันภัยในประเทศไทย โดยมีนายเลสลี่ จอห์น โมเอท เป็นผู้จัดการสาขาในประเทศไทยและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ นายเลสลี่ จอห์น โมเอทได้มอบอำนาจช่วงให้นายไพบูลย์ จิรายุวัฒน์เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการต่าง ๆ แทนรวมทั้งการฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางทะเลเป็นทางค้าปกติโดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการเรือเดินทะเลชื่อ "บางบัว" (BANGBUA) รับจ้างขนส่งสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยในคดีนี้ เรือบางบัวได้บรรทุกสินค้าพิพาทจากเมืองท่าต้นทางที่บินตูลู ประเทศมาเลเซียมาถึงเมืองท่าปลายทาง กรุงเทพมหานครประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกใบตราส่ง โจทก์รับประกันภัยสินค้าจากบริษัทเจียไต๋ จำกัด และบริษัทอาคเนย์เกษตรกรรม จำกัด เป็นการรับประกันภัยสินค้านำเข้าทุกชนิด ส่วนใหญ่ประกอบด้วยปุ๋ยผสมวัตถุเพื่อใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเมล็ดพืชที่จะส่งมาให้บริษัททั้งสองจากต่างประเทศเป็นงวด ๆ การประกันภัยนี้ทำเป็นระยะยาวโดยโจทก์ออกกรมธรรม์เปิดหมายเลข 10110 ให้ผู้เอาประกันภัยทั้งสองซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันไว้เป็นหลักฐาน เมื่อใดสินค้าเข้ามาในประเทศไทยผู้เอาประนภัยจะแจ้งให้โจทก์ทราบ แล้วโจทก์จะออกใบรับรองการประกันภัยสำหรับสินค้างวดนั้นให้ผู้เอาประกันภัยเรือบางบัวเดินทางจากท่าเรือประเทศมาเลเซียมายังประเทศไทยโดยบรรทุกปุ๋ยผสม ABF GRANULAR UREA FERTILZER สูตร46 - 0 - 0 จำนวน 4,000 เมตริกตัน เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทเจียไต๋จำกัด ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเงิน 17,980,240 บาท และบรรทุกปุ๋ยผสม ABF GRANULAR UREA FERTILIZER สูตร 46 - 0 - 0 จำนวน1,409,889 เมตริกตัน เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทอาคเนย์เกษตรกรรม จำกัดซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเงิน 6,337,522.77 บาท จำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งสำหรับสินค้าทั้งสองรายการดังกล่าว ให้แก่ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าเพื่อเป็นหลักฐานรวม 2 ฉบับ ภายหลังจากที่ผู้ขายได้รับชำระค่าสินค้าทั้งสองรายการข้างต้นโดยผ่านพิธีการทางธนาคารแล้วผู้ขายสินค้าได้โอนใบตราส่งใบกำกับสินค้า ใบรายการบรรจุหีบห่อสำหรับสินค้าทั้งสองรายการให้แก่บริษัทเจียไต๋ จำกัด และบริษัทอาคเนย์เกษตรกรรมจำกัด ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง เรือบางบัวเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2537 และได้ขนถ่ายสินค้าปุ๋ยผสมลงจากเรือเข้าไปเก็บในคลังสินค้าของบริษัทเจียไต๋ จำกัด และบริษัทอาคเนย์เกษตรกรรม จำกัด เมื่อการขนถ่ายสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว ปรากฏว่าสินค้าทั้งสองรายการได้รับความเสียหายและสูญหาย คิดเป็นค่าเสียหาย173,329 บาท และ 61,097 บาท ตามลำดับ บริษัทเจียไต๋ จำกัด และบริษัทอาคเนย์เกษตรกรรม จำกัด ได้เรียกร้องค่าเสียหายสำหรับสินค้าทั้งสองรายการไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ร่วมประกอบธุรกิจในการรับขนส่งสินค้าทางทะเลแต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระบริษัทเจียไต๋ จำกัด และบริษัทอาคเนย์เกษตรกรรม จำกัด ผู้เอาประกันภัยจึงได้เรียกร้องจากโจทก์ตามสัญญาประกันภัย โจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าได้สูญหายและเสียหายจริง จึงได้จ่ายค่าเสียหายสำหรับสินค้าทั้งสองรายการ ให้แก่บริษัทเจียไต๋ จำกัด และบริษัทอาคเนย์เกษตรกรรมจำกัด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 234,426 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองในยอดเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6ตุลาคม 2537 เป็นต้นไป โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน250,005.53 บาท แก่โจทก์ และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน234,426 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องเป็นเพียงสำเนาเท่านั้น หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโจทก์ใช้เฉพาะการในการยื่นขออนุญาตต่อกรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีสิทธิประกอบธุรกิจรับประกันภัยในราชอาณาจักร โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาใช้มอบอำนาจ และมอบอำนาจช่วงในการฟ้องคดีนี้นายไพบูลย์ จิรายุวัฒน์ ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจช่วงโดยชอบ ย่อมไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 234,426 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง