ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 875/2541

หลักกฎหมาย

การพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมดังนั้นคำร้องคัดค้าน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงต้องตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองด้วย ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 ข้อ 20 บัญญัติไว้ว่า เมื่อการนับคะแนนสิ้นสุดลงแล้วให้คณะกรรมการ ตรวจคะแนนเก็บบัตรเลือกตั้งที่ใช้นับคะแนนแล้วรายการแสดงผล ของการนับคะแนนหนึ่งฉบับประกาศผลของการนับคะแนนหนึ่งฉบับ และแบบกรอกคะแนนที่ใช้กรอกคะแนนแล้วบรรจุในหีบบัตรเลือกตั้ง แล้วปิดหีบบัตรเลือกตั้งใส่กุญแจประจำครั่งทับรูกุญแจไว้ และให้เอากระดาษปิดทับช่องใส่บัตรเลือกตั้ง โดยมีลายมือชื่อ คณะกรรมการตรวจคะแนนกำกับไว้บนกระดาษนั้นด้วย และข้อ 21 บัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการตรวจคะแนนอ่านประกาศผลของการ นับคะแนนแก่ประชาชนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น แล้วปิดประกาศนั้นไว้ ณ ที่เลือกตั้งหนึ่งฉบับ แสดงให้เห็นว่า ณ ที่เลือกตั้งทั้ง 93 หน่วย แต่ละหน่วยย่อมจะต้องปิดประกาศผลของการนับคะแนน (ส.ส. 5) ณ ที่เลือกตั้งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดสังกัด พรรคใดได้คะแนนเท่าใดปรากฏชัดแจ้ง ณ ที่เลือกตั้งนั้นแล้ว แต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองกลับร้อง คัดค้านการเลือกตั้งโดยอาศัยคะแนนของผู้คัดค้านที่ 2 และ ผู้ร้องที่ 2 ตามเอกสารซึ่งเป็น แบบรายงานการนับคะแนนไม่ เป็นทางการเป็นมูลเหตุในการคัดค้านการเลือกตั้ง ย่อมเป็นที่ เห็นได้ว่าผลรวมคะแนนตามแบบรายงานการนับคะแนนไม่เป็นทางการดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าผลของการรวมคะแนนนั้นอาจมี ข้อผิดพลาดได้ ส่วนการที่ต้องรายงานไม่เป็นทางการก่อนก็ เพียงการอำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสาร รวดเร็วเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสองร้องคัดค้าน การเลือกตั้งโดยอาศัยแบบรายงานการนับคะแนนไม่เป็นทางการ จึงไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางราชการได้มาเป็นมูลเหตุของการ คัดค้านโดยไม่ปรากฏว่ารายงานแสดงผลของการนับคะแนน (ส.ส.4) และประกาศผลของการนับคะแนน (ส.ส.5) อันเป็นคะแนนที่เป็น ทางการและปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้งว่าคะแนนของผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 มีอยู่อย่างไร ถูกต้องตรงกับจำนวนคะแนน ตามเอกสารหรือไม่ ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสองอ้างอิงคะแนนที่ ไม่แน่นอนและไม่ชัดแจ้งมาเป็นมูลเหตุแห่งการคัดค้านการ เลือกตั้ง และที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวมาในคำร้องคัดค้าน การเลือกตั้งว่าผู้คัดค้านที่ 1 และนายอำเภอจตุรพักตรพิมาน กับพวกร่วมกันไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และขัดขวางมิให้การเป็นไป ตามกฎหมายด้วยการทำลายครั่งทับรูกุญแจเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง 14 หีบ เพื่อแก้ไขและเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงรายงานแสดงผลของ การนับคะแนนที่บรรจุในหีบบัตรเลือกตั้งจำนวน 14 หีบ ดังกล่าว นั้น ผู้ร้องทั้งสองก็ควรที่จะได้กล่าวโดยละเอียดว่าเดิม ผลของการนับคะแนน (ส.ส.5) ที่บรรจุในหีบบัตรเลือกตั้ง แต่ละหีบคะแนนของผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 มีจำนวน เท่าใด เมื่อมีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นผลให้จำนวน คะแนนของผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 เพิ่มขึ้นคนละ เท่าใดอันเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าใจ ข้อหาได้ดี แต่ก็มิได้กล่าวไว้ คำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เมื่อวันที่17 พฤศจิกายน 2539 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539ผู้ร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมืองจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ปัจจุบันนายสุเมธพรมพันห่าว เป็นผู้รักษาการหัวหน้าพรรค ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้สมัครคนหนึ่งในนามสมาชิกสังกัดพรรคผู้ร้องที่ 1 มีเครื่องหมายประจำตัวหมายเลข 10 ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งประกอบด้วยอำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอจตุรพักตรพิมานอำเภอจังหาร อำเภอธวัชบุรี อำเภอศรีสมเด็จ และกิ่งอำเภอเชียงขวัญในเขตเลือกตั้งดังกล่าวให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 3 คน มีผู้สมัคร 27 คน เมื่อปิดการลงคะแนนเลือกตั้งแล้วคณะกรรมการตรวจคะแนนของอำเภอจตุรพักตรพิมาน ซึ่งมี 93 หน่วยเลือกตั้งได้นับคะแนนเปิดเผยจนเสร็จในรวดเดียว ประกาศผลของการนับคะแนนณ ที่เลือกตั้งบรรจุบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนน และแบบกรอกคะแนนประกาศและรายงานแสดงผลของการนับคะแนนในหีบบัตรเลือกตั้งปิดหีบใส่กุญแจประจำครั่งทับรูกุญแจไว้ แล้วส่งประกาศและรายงานแสดงผลของการนับคะแนนพร้อมหีบบัตรเลือกตั้งดังกล่าวและลูกกุญแจตามที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522ไปยังนายอำเภอจตุรพักตรพิมานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายทั้ง 93 หน่วย นายอำเภอจตุรพักตรพิมานรับมอบแล้วจึงรวบรวมประกาศและรายงานแสดงผลของการนับคะแนนพร้อมรายงานคะแนนผู้สมัครแต่ละคนได้จาก 93 หน่วย เลือกตั้งส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายตามแบบที่ราชการทำขึ้นเป็นหลักฐานตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 ได้คะแนนที่ชอบด้วยกฎหมายจากอำเภอจตุรพักตรพิมานรวม 93 หน่วย จำนวน 14, 152 คะแนน และ 10,152 คะแนน ตามลำดับ จังหวัดร้อยเอ็ดตรวจสอบถูกต้องเป็นครั้งที่ 3 แล้วจึงกรอกคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้จากแต่ละอำเภอ รวมทั้งจากอำเภอจตุรพักตรพิมาน ลงไว้เป็นหลักฐานในแบบรวมคะแนนของเขตเลือกตั้งที่ 1 ยกเว้นอำเภอเมืองร้อยเอ็ดยังไม่กรอกประวิงไว้เพื่อคำนวณล่วงรู้ก่อนว่าผู้สมัครคนใดที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 นายฉลาด ขามช่วงนายเวียง วรเชษฐ์ นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ และผู้ร้องที่ 2ต่างเป็นผู้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมีคะแนนที่ชอบด้วยกฎหมายจากทุกหน่วยทุกอำเภอ ยกเว้นอำเภอเมืองร้อยเอ็ดจำนวน 55,729 คะแนน 50,864 คะแนน 68,597 คะแนน 60,552 คะแนน และ 48,257 คะแนน ตามลำดับตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 แต่ปรากฏว่าในอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ผู้คัดค้านที่ 2 นายฉลาด นายเวียง นายเศกสิทธิ์ และผู้ร้องที่ 2 ได้คะแนนโดยชอบด้วยกฎหมายจำนวน 29,098 คะแนน 35,424 คะแนน 21,689 คะแนน 22,349 คะแนน และ 36,613 คะแนนตามลำดับ ดังนั้น ในเขตเลือกตั้งที่ 1 เมื่อรวมคะแนนที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเรียงตามลำดับคะแนนแล้ว นายเวียงได้ลำดับที่ 1 จำนวน 90,286 คะแนน นายฉลาดได้ลำดับที่ 2 จำนวน 86,288 คะแนน ผู้ร้องที่ 2 ได้ลำดับที่ 3 จำนวน 84,870 คะแนน ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ลำดับที่ 4 จำนวน 84,827 คะแนน นายเศกสิทธิ์ได้ลำดับที่ 5 จำนวน 82,901 คะแนน จึงชอบที่ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องประกาศผลการเลือกตั้งเป็นทางการให้ชอบด้วยกฎหมาย โดยประกาศให้ผู้ร้องที่ 2 ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 3 และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ผู้คัดค้านที่ 1 หาได้ประกาศเช่นนั้นไม่กลับจงใจสมคบกับนายอำเภอจตุรพักตรพิมานและพวกร่วมกันไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 51 มาตรา 52 ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 ด้วยการทำลายครั่งทับรูกุญแจเปิดหีบบัตรเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งในอำเภอจตุรพักตรพิมานรวม 14 หีบ ที่อยู่ในการเก็บรักษาของนายอำเภอจตุรพักตรพิมานเมื่อการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำอันต้องห้ามตามมาตรา 69แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้ง แบบกรอกคะแนนประกาศและรายงานแสดงผลของการนับคะแนนที่บรรจุอยู่ในหีบดังกล่าวให้ผู้คัดค้านที่ 2 ชนะการเลือกตั้งโดยไม่มีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้หีบบัตรตำบลหัวช้างหน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 1 ไม่มีครั่งทับรูกุญแจ แต่มีเทียนไขหยดอุดรูไว้แทน และหน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 9มีวัตถุสีขาวคล้ายกระดาษอุดอยู่ในกุญแจแทนครั่งทับรูอยู่เดิมหีบบัตรตำบลศรีโคตร หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 5 ไม่มีครั่งทับรูกุญแจ สภาพกุญแจใหม่ หีบบัตรตำบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2541 · ทนอย Thanoy