คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 8789/2550
หลักกฎหมาย
อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการที่จะพิจารณาว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่โดยขาดงานเป็นเวลาสามวันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) หรือไม่ ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดแจ้งเช่นสมุดลงชื่อเวลาทำงานของลูกจ้าง บัตรตอกเวลาทำงานของลูกจ้าง เป็นต้น ทั้งต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีเพราะหลังจากลูกจ้างถูกเลิกจ้างแล้วลูกจ้างก็ไม่อาจหาหลักฐานสำคัญซึ่งอยู่ในที่ทำงานมาแสดงต่อศาลแรงงานได้ ไม่อาจขอความช่วยเหลือลูกจ้างด้วยกันมาเป็นพยานบุคคลได้ โจทก์ถูกยกฟ้องแล้วยังต้องชดใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 อีก จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น โจทก์ประสงค์จะให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้ละทิ้งหน้าที่โดยขาดงานเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 9 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง คำสั่งรับฟ้องแย้งของศาลแรงงานภาค 9 ไม่ใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 และมาตรา 228 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานภาค 9 ไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่โจทก์จะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ โจทก์จะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง เพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้เพื่อศาลแรงงานภาค 9 จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานภาค 9 จะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้นเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง โจทก์มิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานภาค 9 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แสดงว่าโจทก์ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานภาค 9 ที่จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานภาค 9 พิจารณาพิพากษาคดีในปัญหาดังกล่าวแล้ว โจทก์เพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาพิพากษาแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 226พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 9พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 54
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการลอจิสติคและเทคนิค ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 134,136 บาท ค่าครองชีพ 16,000 บาท รวมเป็นเงินเดือนละ 150,136 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 25 ของทุกเดือน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า กล่าวหาว่าโจทก์ขาดงานโดยไม่มีมูลเหตุอันสมควรซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จำนวน 180 วัน เป็นเงิน 900,816 บาท ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 150,136 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 230 วัน เป็นเงิน 85,146 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 9,008,160 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,144,258 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินค่าจ้างที่โจทก์พึงได้รับใน 2 ปีข้างหน้าเป็นเงินจำนวน 3,603,264 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,144,258 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 3,603,264 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่โดยขาดงานตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2547 รวม 21 วัน และโจทก์ยังขาดงานตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2547 รวม 18 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว การขาดงานของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่ทำงานให้จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ซึ่งได้แก่ เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 145,000 บาท ค่าเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดือนละ 2,000 บาท เงินสะสมที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระสมทบให้แก่โจทก์เดือนละ 4,240 บาท รวมเป็นค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์เดือนละ 151,240 บาท โจทก์ขาดงานโดยเฉลี่ยเดือนละ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเวลาทำงานปกติ คิดเป็นเงินเดือนละ 75,620 บาท โจทก์ขาดงานเช่นนี้เป็นเวลา 22 เดือน ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเป็นเงิน 1,663,540 บาท จำเลยที่ 1 ต้องให้นายอีริค แฮมลิ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 จ้างมาทำในตำแหน่งอื่นทำงานแทนโจทก์เป็นเวลาครึ่งหนึ่งของช่วงเวลา 22 เดือนก่อนการเลิกจ้าง คิดเป็นค่าจ้าง 2,310,000 บาท จำเลยที่ 1 ต้องสูญเสียชื่อเสียงขาดความเชื่อถือและขาดประโยชน์ในทางธุรกิจจากลูกค้า เนื่องจากโจทก์มีหน้าที่ติดต่อธุรกิจกับลูกค้า จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่เพราะขาดงานเป็นอาจิณ เป็นเหตุให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ต้องจ้างทนายความในการต่อสู้คดีและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์ละเลยต่อหน้าที่ทำให้ใบอนุญาตขอทิ้งดินระเบิดที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 หมดอายุไปจำนวน 1,589 หน่วย และต้องทำลายทิ้งไปโดยไม่สามารถนำไปใช้งานได้คิดเป็นเงิน 550,000 บาท รวมค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 12,923,640 บาท โจทก์เบิกเงินล่วงหน้าแล้วไม่ชำระคืนและการที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับการจ่ายโบนัสและปรับเงินเดือนในอนาคต ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 5,102,727 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงิน 12,923,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ชำระเงิน 5,102,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้ละทิ้งหน้าที่การงานตามฟ้องแย้ง จำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไม่พอใจโจทก์ที่โจทก์รู้ถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดกันกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือจึงกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์และนำบุคคลอื่นมาทำงานแทนโจทก์ ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งปราศจากเหตุผลและไม่เป็นความจริง โจทก์จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจำนวน 400,000 บาทจากโจทก์ เพราะการยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาลแรงงานได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม การจ้างทนายความให้ว่าความเป็นความสมัครใจของจำเลยที่ 1 เ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง