คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 88/2541
หลักกฎหมาย
ในคืนวันเกิดเหตุจำเลยว่าจ้างป. ให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่คลองเตยตกลงราคากันอยู่นานประมาณ 2 นาทีไม่ได้ความว่า ป.ได้สังเกตตำหนิรูปพรรณของจำเลยว่ามีลักษณะพิเศษอย่างไร ทั้งสถานที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ป.จอดรถอยู่ข้างวัดอยู่ห่างจากประตูซุ้มถึง 200 เมตรแสงสว่างจากไฟฟ้าที่ประตูซุ้มน่าจะส่องมาไม่ถึง นอกจากนี้ระหว่างทางที่ ป.ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งคนร้ายก็ไม่ปรากฏว่าได้พูดคุยหรือหันมามองหน้าคนร้ายแต่อย่างใดน่าเชื่อว่าตอนที่คนร้ายไปว่าจ้างให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งป.คงเห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดเจนปรากฏว่า ป.รูปร่างสูงใหญ่มีร่างกายแข็งแรงกว่าจำเลยซึ่งมีรูปร่างผอมสูงและเป็นคนติดยาเสพติด ตามสภาพไม่น่ามีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อย ป.จนล้มลงจากรถจักรยานยนต์และจำเลยคงไม่กล้าเสี่ยงกระทำการดังกล่าวเป็นแน่ ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจให้ ป. ไปขอหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถมาร้องทุกข์ แต่ ป. กลับนำหนังสือมอบอำนาจมาให้เป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุแล้วถึง 5 วัน ทำให้ ป.มีเวลาปรุงแต่งลักษณะตำหนิรูปพรรณของคนร้ายก็เป็นได้เมื่อจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่มาตลอด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีพิรุธและมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้จริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ได้พามีดปลายแหลม จำนวน 1 เล่ม ไปตามถนน โดยไม่มีเหตุอันสมควรและได้ลักรถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร5ย-5160 ราคา 40,000 บาท ของบริษัทฐิติกร จำกัด ผู้เสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของนายปัญญา เกรียงไกร ไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และใช้มีดปลายแหลมที่จำเลยพาติดตัวมาจี้บังคับขู่เข็ญนายปัญญาว่าในทันในนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เหตุเกิดที่แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9859/2535 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ให้ลงโทษจำคุก 7 เดือน จำเลยมากระทำความผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ และจำเลยเป็นบุคลลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5858/2538 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 371, 91, 93 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีหมายเลขแดงที่ 5858/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำเลย 14 ปีฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 14 ปี และปรับ 100 บาทนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 5858/2538 ของศาลชั้นต้นไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์ฟ้อง คนร้ายได้ใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยและใช้มีดเป็นอาวุธขู่เข็ญชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 5ย-5160 ที่นายปัญญา เกรียงไกร เช่าซื้อจากบริษัทฐิติกร จำกัด ผู้เสียหายราคา 40,000 บาท ไป ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2538 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายปัญญาเบิกความว่า พยานมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างจอดอยู่บริเวณสถานที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างชื่อบางค้อบริการ ในคืนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จำเลยมาว่าจ้างพยานให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่คลองเคยราคา 60 บาท พยานขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยไปตามถนนพระราม 3 แล้วไปถนนสาธุประดิษฐ์ จนมาถึงถนนเชื้อเพลิง และมีซอยแยก จำเลยบอกให้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในซอย เมื่อเข้าไปได้ประมาณ 300 เมตร บอกให้จอดรถ จำเลยลงจากรถแล้วส่งธนบัตรฉบับละ 100 บาท ให้แก่พยาน ขณะที่พยานล้วงเงินทอนให้แก่จำเลย จำเลยต่อยที่หน้าและผลักพยานล้มลงจากรถแต่รถจักรยานยนต์ไม่ล้มเพราะจำเลยจับไว้ เมื่อลุกขึ้นมาจะเข้าต่อสู้แต่เห็นจำเลยชักมีดปอกผลไม้ยาวประมาณ 1 คืน ออกมา จึงไม่เข้าต่อสู้ด้วยแล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป พยานวิ่งออกมาจากซอยเกิดเหตุถึงป้อมยามห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 1 ป้ายรถยนต์โดยสารประจำทางพบเจ้าพนักงานตำรวจจึงเล่าเรื่องให้ทราบ เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งทางวิทยุให้เจ้าพนักงานตำรวจอื่นติดตามจับกุมแล้วให้พยานไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆรับแจ้งแล้ว ให้พยานนำไปชี้สถานที่เกิดเหตุแล้วกลับมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจ เห็นว่า แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาว่าในคืนวันเกิดเหตุจำเลยได้มาว่าจ้างนายปัญญาให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่คลองเตยโดยนายปัญญากับจำเลยตกลงราคากันอยู่นานประมาณ 2 นาที ก็ไม่ได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาแต่อย่างใดว่า นายปัญญาได้สังเกตตำหนิรูปพรรณของจำเลยว่า จำเลยมีลักษณะตำหนิรูปพรรณพิเศษอย่างไร กลับได้ความจากคำเบิกความของนายปัญญาตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายปัญญาไม่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อน สถานที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างที่นายปัญญาจอดรถอยู่ข้างวัด ซึ่งมีวัดมีซุ้มประตูและมีไฟฟ้านีออนติดอยู่เหนือประตูซุ้ม ก็ปรากฏว่าสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวอยู่ห่างจากประตูซุ้มถึง 200 เมตร แสงสว่างจากไฟฟ้าที่ประตูซุ้มน่าจะส่องมาไม่ถึง สำหรับบริเวณในซอยที่เกิดเหตุที่นายปัญญาเบิกความว่าภายในซอยมีแสงไฟจากรั้วกำแพงบ้านที่ปลูกอยู่ 2 ข้างทางนั้น ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 2ปรากฏว่ากำแพงรั้วด้านหนึ่งสูงประมาณ 3 เมตร อีก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง