คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 8811/2543
หลักกฎหมาย
เอกสารมีข้อความว่า "ยอดเงินขายฝากที่ดิน 300,000 บาท ยอดเงินกู้ 292,700 บาท รวม 2 รายการ 592,700 บาท จ่ายเงินสดก่อน 200,000 บาท คงเป็นหนี้อยู่อีก 392,700 บาท" ไม่มีข้อความที่เป็นข้อตกลงว่าจำเลยได้ให้คำมั่นจะขาย ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ เมื่อคำมั่นว่าจะขายอสังหาริมทรัพย์มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงจึงห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) และข้อความตามเอกสารในสำนวนคดีแพ่งดังกล่าว ไม่มีลักษณะเป็นคำมั่นว่าจะขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่ามีการตกลงให้คำมั่นจะขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินจำนวน 392,700 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 3128, 58442 และ 58443 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น คืนให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระหนี้สินติดพัน หากจำเลยไม่ไปขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและขอให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวต่อธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาขอนแก่น ในวงเงิน 800,000 บาท ก่อนที่จะจดทะเบียนโอนคืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ขายฝากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 3128 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ไว้แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้ไถ่หรือใช้สิทธิไถ่ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาขายฝาก และเมื่อสิ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว จำเลยไม่เคยรับว่าจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงหรือให้คำมั่นใด ๆ แก่โจทก์ว่า จำเลยจะโอนที่ดินพิพาทที่จำเลยรับซื้อฝากไว้คืนให้แก่โจทก์ บันทึกข้อความตามที่โจทก์อ้างเป็นบันทึกที่โจทก์ขอร้องให้จำเลยทำขึ้นโดยอ้างว่าจะนำไปให้พี่น้องของโจทก์ดูว่าโจทก์ยังมีหนี้สินติดค้างชำระต่อจำเลยอยู่ เนื่องจากโจทก์ยืมเงินญาติพี่น้องไป 200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลย โดยขอให้ระบุว่ามียอดหนี้ขายฝากที่ดิน 300,000 บาท และยอดหนี้เงินกู้ 292,000 บาท ความจริงโจทก์ไม่มียอดหนี้ตามสัญญาขายฝากค้างชำระแก่จำเลย และบันทึกดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าเป็นคำมั่นของจำเลยที่จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยไม่เคยบอกว่าหากโจทก์ชำระเงินจำนวน 392,700 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในเดือนกันยายน 2532 โจทก์ไม่เคยติดต่อขอชำระเงินจำนวน 392,700 บาท ให้แก่จำเลยแล้วให้จำเลยไปโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ บันทึกดังกล่าวโจทก์เคยอ้างประกอบคำฟ้องที่โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยรับไถ่ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1364/2532 หมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นที่ดินแปลงพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 1364/2532 หมายเลขแดงที่ 1405/2533 หรือไม่ ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วฟังว่าเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยรับเงิน 392,700 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 3128, 58442 และ 58443 เลขที่ดิน 31, 156 และ 157 ตามลำดับ ตำบลในเมือง (พระลับ) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ให้แก่โจทก์ โดยให้ที่ดินดังกล่าวปราศจากภาระหนี้สินติดพัน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งหมดให้เป็นพับ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นายประทีปทายาทของผู้มรณะได้ขอเข้ามาเป็น คู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2526 โจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท กำหนดไถ่ภายใน 2 ปี แต่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิไถ่การขายฝากภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ จำเลยได้ทำเอกสารมอบให้โจทก์มีข้อความว่า "ยอดเงินขายฝากที่ดิน 300,000 บาท ยอดเงินกู้ 292,700 บาท รวมสองรายการ 592,700 บาท จ่ายเงินสดก่อน 200,000 บาท คงเป็นหนี้อยู่อีก 392,700 บาท (สามแสนเก้าหมื่นสองพันเจ็ดร้อยถ้วน) ลงชื่อจำเลยและวันที่" ตามเอกสารหมาย จ. 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามเอกสารดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยได้ให้คำมั่นว่า จะขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า หลังจากครบกำหนดไถ่แล้ว โจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 2 แก่จำเลยเรื่อยมา แต่กี่บาทจำไม่ได้ หลังจากครบกำหนดไถ่แล้ว โจทก์เคยพูดขอไถ่ที่ดินจากจำเลย จำเลยรับปากว่าจะให้ไถ่โดยบอกให้โจทก์ชำระหนี้ทั้งหมดแล้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง