คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 8820/2561
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 2 คู่สมรสทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของ ส. สามี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ส. ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป จึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทำนิติกรรม จึงมิใช่เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2561)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ 49,189,983.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงิน 27,653,937.59 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 49,189,983.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,653,937.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองรวมตลอดทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 กับทรัพย์มรดกของนายเสริมศักดิ์หรือพชรออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่าประสงค์จะเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1 และที่ 4 หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แถลงว่าไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดีแทน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 จากสารบบความศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และเดิมบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร จำนวนเงิน 20,000,000 บาท และ 10,000,000 บาท ตามลำดับ มีนายเสริมศักดิ์หรือพชร และจำเลยที่ 3 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในการนี้จำเลยที่ 1 นายเสริมศักดิ์หรือพชรและจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากกู้เงินไปแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ให้เป็นไปตามสัญญาและขอทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 21 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 นายเสริมศักดิ์หรือพชรและจำเลยที่ 3 ทำสัญญาตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยยอมรับว่า มีภาระหนี้เงินกู้ 17,383,636.42 บาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,067,140.22 บาท และหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 10,518,523.49 บาท ครั้งที่สองวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยยอมรับว่าเป็นหนี้ตามมูลหนี้เงินกู้ ต้นเงิน 17,383,636.42 บาท ดอกเบี้ย 8,141,440.74 บาท และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ต้นเงิน 10,570,301.17 บาท ดอกเบี้ย 1,928,891.67 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผ่อนชำระหนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ต่อมาโจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในหนี้คดีนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งห้า โดยมีการตรวจสอบรายการทะเบียนราษฎร ปรากฏว่า นายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกัน ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเสริมศักดิ์หรือพชร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทำให้นายเสริมศักดิ์หรือพชร ผู้ค้ำประกัน หลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยเพิ่มจำนวนต้นเงินที่ต้องชำระและเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ รวมทั้งขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ออกไป เมื่อนายเสริมศักดิ์หรือพชรมิได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงหลุดพ้นจากความรับผิด นั้น เห็นว่า การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ามีภาระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง