ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 8867/2554

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมประเวณีกับ อ. แต่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์อุทธรณ์ จำเลยกล่าวแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้พูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอนด้วย คดีจึงมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยเพียงแต่พูดชักชวนผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีให้ไปร่วมหลับนอนกับ อ. แล้วจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินเป็นการตอบแทน โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ใด ๆ ที่ส่อแสดงว่าจำเลยใช้อุบายและพูดไม่จริง หรือจะไม่ให้สิ่งของดังกล่าวตอบแทนเมื่อผู้เสียหายตกลง จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวง เป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 วรรคสาม ผู้เสียหายถูกจำเลยพูดชักชวน ผู้เสียหายทำทีพยักหน้าแต่ไม่ตกลงด้วย เท่ากับผู้เสียหายไม่ยินยอม การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคสาม เมื่อผู้เสียหายไม่ไปด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว และถือว่าความผิดที่ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างเป็นความผิดได้ในตัวเอง ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก ประกอบมาตรา 215 และ 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 643/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 จำคุก 6 ปี 8 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 643/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ นางสาวอัมพิกา ผู้เสียหายอายุสิบสามปีเศษ ครอบครัวผู้เสียหายกับครอบครัวจำเลยเป็นเพื่อนบ้านกันและมีบ้านอยู่ใกล้กัน วันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายไปซื้อมุ้งที่ตลาดเทศบาลเมืองตราด ขากลับจำเลยแวะร้านขายส้มตำ จากนั้นพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้าน ต่อมานางอุไร มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพูดชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอนกับนายอิทธิพล สามีของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเชื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยได้พูดชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมประเวณีกับนายอิทธิพล โดยเสนอจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง และเงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายจริง แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาตามฟ้อง เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลย จำเลยได้กล่าวในคำแก้อุทธรณ์ถึงปัญหาที่ว่าจำเลยมิได้พูดชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอนดังกล่าวไว้ด้วย คดีในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าข้อเท็จจริงยุติไปแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยมิได้วินิจฉัยให้ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและจำเลยฎีกาข้อเท็จจริงนี้ด้วยแล้วโดยไม่ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้เสียก่อน แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวว่าจำเลยพูดชวนให้ผู้เสียหายไปนอนกับนายอิทธิพลโดยจะให้สิ่งของตอบแทน แต่โจทก์ก็มีนางอุไรมารดาของผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อผู้เสียหายกลับมาถึงบ้าน ก็เล่าเรื่องดังกล่าวให้นางอุไรฟังทันที ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงย่อมไม่ประสาและมีความอับอายในเรื่องเหล่านี้ ทั้งผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่เชื่อว่าจะแต่งเรื่องราวดังกล่าวขึ้นเพื่อใส่ความจำเลย หากไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังได้ความว่าครอบครัวของผู้เสียหายและจำเลยเป็นเพื่อนบ้านและพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันมานานแล้ว แม้นางอุไรกับนายอิทธิพลจะมีปัญหากันเรื่องกระเบื้องปูพื้น 2 กล่อง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยโดยไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เชื่อว่าจะเป็นสาเหตุถึงขนาดทำให้นางอุไรต้องกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษทางอาญา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอนกับนายอิทธิพลโดยเสนอจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่องจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม มีองค์ประกอบความผิดดังนี้ องค์ประกอบภายนอกสองประการคือ ประการแรก การที่บุคคลกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในสามอย่างกล่าวคือ เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งชายหรือหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ประการที่สอง วิธีการประกอบการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดในห้าอย่างกล่าวคือ ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด องค์ประกอบภายในสองประการคือ ประการแรก เจตนาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งชายหรือหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยไม่สมัครใจ ประการที่สอง เจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ เพื่อการอนาจารและเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น สำหรับองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับการกระทำนั้น เป็นธุระจัดหา หมายความว่า จัดให้ได้มาซึ่งชายหรือหญิง ล่อไป หมายความว่า ล่อลวงไปยังสถานที่ที่จัดไว้ พาไป หมายความว่า นำไป ส่วนองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับวิธีการประกอบการกระทำประการหนึ่งที่ต้องพิจารณา ในคดีนี้คือ ใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งหมายคว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง